แฉอีก เผยรอยสักนกฮูก สัญลักษณ์ตราบาป คดีดาบตำรวจ บังคับสาวขายตัวแลกยา


เพจดังแฉอีก ! เผยภาพรอยสักนกฮูกบนตัวเหยื่อ ชี้คือสัญลักษณ์ตีตราบาปจากซ่องค้ากามน้ำเพียงดิน จ.แม่ฮ่องสอน หลังแม่หนึ่งในเหยื่อค้ากามร้องทุกข์ลูกสาวถูกดาบตำรวจ บังคับขายตัวแลกยา แต่คดีเงียบกริบ

จากกรณีเพจแหม่มโพธิ์ดำ เผยเรื่องราวคุณแม่รายหนึ่งใจแทบสลาย หลังเห็นภาพลูกสาวอยู่ในกรุ๊ปไลน์ขายบริการทางเพศ ก่อนจะสืบทราบว่าดาบตำรวจนายหนึ่งที่ จ.แม่ฮ่องสอน อยู่เบื้องหลังการค้ามนุษย์และยาเสพติดในพื้นที่ โดยการบังคับและหลอกล่อกลุ่มเด็กสาวหลายรายด้วยยาเสพติด ก่อนจะถ่ายรูปแบล็กเมล์ไว้ และบังคับเด็กให้ขายตัวกับข้าราชการและผู้มีอิทธิพลทางภาคเหนือ ซึ่งต่อมาทางแม่เด็กทนไม่ไหว เข้าร้องทุกข์หลายหน่วยงานแต่คดีกลับเงียบกริบนั้น (อ่านข่าว : แฉดาบตำรวจ บังคับกลุ่มสาวขายตัวแลกยา แม่รู้ใจแทบสลาย เห็นรูปลูกในกรุ๊ปไลน์)

ล่าสุด (21 เมษายน 2560) มีรายงานว่า เฟซบุ๊กเพจ แหม่มโพธิ์ดำ เดินหน้าแฉเรื่องราวดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยการโพสต์ภาพรอยสักรูปนกฮูก บริเวณเนินออกของเหยื่อที่ถูกบังคับและใช้ยาเสพติดล่อลวงให้ค้าประเวณี ระบุว่า นี่คือสัญลักษณ์ตีตราบาปจากซ่องแห่งหนึ่งที่เป็นเอเย่นต์หลักคอยส่งเด็กให้ดาบตำรวจดังกล่าว เพื่อนำส่งไปบริการลูกค้าและเพื่อประกาศศักดาความเป็นเจ้าของว่า “เด็กข้าใครอย่าแตะ”

ไม่รอด ตำรวจแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาท กระบะฝ่าไฟแดงชน จยย.


ตำรวจแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาท กระบะฝ่าไฟแดงชนมอเตอร์ไซค์ร่างกระเด็น เจ้าตัวรับขับตามรถพ่วงคันหน้าไม่ทันได้ดูสัญญาณไฟ

จากกรณีคลิปอุบัติเหตุกระบะวิ่งฝ่าสัญญาณไฟแดงจนชนจักรยานยนต์กลางสี่แยก ที่ จ.ลำปาง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ตามที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้นั้น (อ่านข่าว ระทึก ! คลิปวินาทีกระบะฝ่าไฟแดงชน จยย. ร่างกระเด็นสลบกลางถนน)
ความคืบหน้าล่าสุด (21 เมษายน 2560) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขลางค์นคร อ.เมือง จ.ลำปาง เผยว่า เหตุการณ์นี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ขณะนี้ปลอดภัยดี พักรักษาตัวที่อยู่ที่โรงพยาบาลลำปาง ส่วนคู่กรณีคือคนขับรถกระบะนั้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ และฝ่าฝืนสัญญาณไฟ

ทั้งนี้ ให้รับสารภาพว่าขับฝ่าสัญญาณไฟแดงจริง โดยขับรถมาจาก จ.แพร่ จะไปซื้อเซรามิคที่โรงงานบ้านปงแสนทองเพื่อจะนำกลับไปขาย ก็ได้ขับรถมาตามถนนเลี่ยงเมืองก่อนที่จะถึงแยกไฟแดง ซึ่งขณะนั้นมีรถบรรทุกพ่วงขับอยู่ด้านหน้าจึงเร่งเครื่องตามโดยที่ไม่ได้ทันดูสัญญาณไฟจนเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว

กร้าวหนัก เกาหลีเหนือลั่นพร้อมบอมบ์สหรัฐฯ ให้เละ ด้านสหรัฐฯ มองแค่คำขู่เบา ๆ


สหรัฐ-เกาหลีเหนือ คุกกรุ่นหนัก กองทัพเกาหลีเหนือประกาศกร้าวพร้อมถล่มสหรัฐฯ ให้เป็นเถ้าถ่าน ทางการสหรัฐฯ ชี้ เป็นแค่คำขู่ ด้านทรัมป์เผย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจีนจัดการ

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2560 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ-เกาหลีเหนือตึงเครียดมากขึ้นไปกว่าเดิม เมื่อสำนักข่าวโรดอง ชินมุน ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือได้ตีพิมพ์บทความแสดงท่าทีอันแข็งกร้าวของกองทัพ มีเนื้อหาใจความชี้ชัดว่าเกาหลีเหนือพร้อมเปิดสงครามทุกเมื่อ และจะถล่มสหรัฐฯ รวมถึงประเทศพันธมิตรอื่น ๆ ให้ราบเป็นหน้ากลอง

“เมื่อขีปนาวุธขั้นสุดยอดของเราถูกปล่อยจากฐาน มันจะทำลายล้างทุกอย่างจนหมดสิ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะสหรัฐอเมริกาเจ้าอำนาจเท่านั้น แต่รวมทั้งเกาหลีเหนือ ประเทศใกล้เคียงและพันธมิตร ทั้งหมดทั้งมวลจะกลายเป็นเถ้าถ่าน” ใจความส่วนหนึ่งจากหนังสือพิมพ์โรดอง ชินมุนระบุ
หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวออกเผยแพร่หลังจากที่เกาหลีเหนือล้มเหลวในการทดลองปล่อยขีปนาวุธเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2560 และเพื่อเป็นการแสดงความยิ่งใหญ่ เกาหลีเหนือได้จัดพาเหรดแสดงแสนยานุภาพของกองทัพในกรุงเปียงยางอีกด้วย

ประเด็นดังกล่าวได้ทำให้เกาหลีใต้มีความเคลื่อนไหว โดยนายฮวาง คโย อาน รักษาการประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้เข้าร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่ทางการระดับสูง และได้สั่งการให้กองทัพเตรียมตัวรับมือสถานการณ์อันไม่คาดคิดที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกขณะ นอกจากนี้กระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้ระบุว่า กองทัพอากาศของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการ แมกซ์ ธันเดอร์ ซึ่งเป็นการซ้อมรบร่วมทางอากาศที่น่านฟ้าของเกาหลีใต้ เพื่อเตรียมรับมือท่าทีของเกาหลีเหนือแล้ว

“เราปฏิบัติการซ้อมรบกันอย่างแข็งขันและจริงจังมากขึ้นมากที่เคยทำมาก่อน จากปฏิบัติการในครั้งนี้ ผมมั่นใจมากว่าเราจะสามารถยับยั้งสงคราม และสามารถกำจัดท่าทียั่วยุที่ศัตรูมีต่อเราลงไปได้” นาวาอากาศโท อีบอมชอล กล่าว

ด้านนายวิลเลียม เพอร์รี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้ออกมาวิเคราะห์ว่า ถึงแม้ว่าสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือในขณะนี้จะตึงเครียดมาก แต่เขาคิดว่าเกาหลีเหนือจะไม่โจมตีสหรัฐฯ จริงดังที่อวดอ้าง มันเป็นเพียงคำขู่เท่านั้น

“เกาหลีเหนือปล่อยคำขู่ในลักษณะเช่นนี้ออกมานับครั้งไม่ถ้วน พวกเขาล้มเหลวผิดพลาดหลายครั้ง และมันจะยิ่งผิดพลาดอย่างยิ่งถ้าเกาหลีเหนือจะก่อสงคราม” นายเพอร์รีกล่าว

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นกับเรื่องนี้โดยเช่นกัน โดยได้กล่าวกับสื่อมวลชนขณะเยือนนายกรัฐมนตรีอิตาลีว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเป็นไปในทางที่ดีมาก และย้ำว่าจีนจะต้องจัดการกับเกาหลีเหนือที่คุกคามอย่างหนักนี้ให้ได้ สำหรับกรณีดังกล่าว สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ขณะนี้กองทัพจีนได้เตรียมกำลังเพื่อรับมือการสถานการณ์แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงกลาโหมของจีนก็ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีความเคลื่อนไหวทางทหารใด ๆ เกิดขึ้น

แม่ใจสลาย พี่เลี้ยงเด็กชุ่ยทำลูกบาดเจ็บสมองบวม แต่กลับไม่สามารถเอาผิดได้


แม่ใจสลาย พี่เลี้ยงเด็กชุ่ยทำลูกบาดเจ็บสมองบวม เฝ้ามองเด็กหมดสติอยู่หลายชั่วโมงแต่ไม่ทำอะไร แต่กลับไม่สามารถเอาผิดได้ เชื่อเด็ก 7 เดือนคงไม่ซนล้มหัวกระแทกเอง

วันนี้ (22 เมษายน 2560) ทางเพจ แหม่มโพธิ์ดำ ได้มีการเผยเรื่องอุทาหรณ์ของการฝากเด็กไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กเถื่อน ภายหลังจากที่แม่รายหนึ่งได้ส่งลูกวัย 7 เดือน ไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กแห่งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา เพราะต้องเข้ามาทำธุระที่ กทม. แต่ในเวลา 01:29 น. วันที่ 11 เมษายน กลับได้รับโทรศัพท์จากคนเลี้ยง แจ้งว่าน้องไม่สบาย ไม่ยอมกินนม ให้รับมารับน้องไปหาหมอตอนช่วงเช้า
แต่แล้วเมื่อเธอไปรับ กลับเห็นลูกอยู่ในสภาพวเหลืองซีด ปากแห้ง ตาเบลอ หายใจทางปาก ตัวเกร็งและนิ่งไปหมดทั้งตัว เธอจึงรีบพาลูกส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หมอคิดว่าเด็กไข้ขึ้นจนชักจึงใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่ทำอย่างไรเด็กก็ไม่รับรู้ จนหมอขอโทร. หาคนเลี้ยงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อีกฝ่ายไม่ยอมบอก อ้างแค่เด็กไม่สบายจนหมอโมโห ถามว่าไม่สบายแล้วจะหมดสติแบบนี้ได้อย่างไร ทางคนเลี้ยงเลยบอกว่าน้องชักเกร็งหมดสติ ไม่รับรู้อะไรตั้งแต่ 01.30 น.

กระทั่งตอน 11.00 น. จึงทราบจากผลเอกซเรย์ว่าเด็กกะโหลกร้าว มีเลือดคั่งในสมอง สมองบวม ซึ่งเกิดจากการที่สมองถูกกระแทกอย่างรุนแรง แต่เนื่องจากเด็กอายุไม่ถึง 2 ปี น้ำหนักไม่ถึง 10 กิโลกรัม ทำให้ไม่สามารถผ่าตัดได้ จนหมอบอกว่าให้ทำใจเพาะอาจจะต้องเสียลูก ในช่วงเย็นวันนั้นเธอจึงไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เมืองนครปฐม ขณะที่ในช่วงเวลา 7 วันจากนั้นลูกของเธอก็ต้องอยู่ในห้องไอซียู ไม่ได้สติ โดยที่ฝั่งคนเลี้ยงไม่เคยติดต่อมาเลยและยังเลี้ยงเด็กคนอื่นต่อไปตามปกติ
ในตอนนี้ลูกของเธอลืมตาได้แล้ว แต่ยังมีอาการช็อคอยู่ตลอด ทั้งนี้ทางตำรวจบอกว่าเธอไม่สามารถแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกายได้ เพราะไม่มีบาดแผลที่อื่น อย่างไรก็ตามเธอเชื่อว่าเด็ก 7 เดือนคงวิ่งซนหกล้มไม่ได้ จึงอยากขอให้ช่วยมอบความเป็นธรรมแก่เธอด้วย

ด้านชาวเน็ตต่างมองว่า หากไม่ใช่เด็กตกจากที่สูงก็อาจจะเกิดจากการถูกพี่เลี้ยงทำร้าย แต่ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากอะไรตัวคนเลี้ยงก็ควรจะรีบพาเด็กไปโรงพยาบาล ไม่ใช่ปล่อยไว้จนเช้าเช่นนี้ นับเป็นอุทาหรณ์ของการฝากให้คนอื่นเลี้ยงดูเด็กเล็ก พร้อมแนะนำให้เอาเรื่องจนถึงที่สุด

พระเครียดจัด ผูกคอตายคาต้นไม้ หลังลือกระฉ่อนแอบหนีไปเที่ยวงานประจำปีชลบุรี


พระลูกวัดแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี โดนชาวบ้านแอบถ่ายคลิปเปลี่ยนเสื้อผ้า หนีไปเที่ยวงานประจำปี แม้เจ้าอาวาสไม่เอาเรื่อง แต่กระแสลือยังคงกระฉ่อนไม่เลิก เกิดเครียดจัด ตัดสินใจผูกคอจบชีวิต

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งพบศพพระผูกคอตาย บริเวณป่าละเมาะ หลังวัดเซิดสำราญ ต.บ้านเซิด อ.พนัสนิคม จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่กู้ภัย โดยที่เกิดเหตุพบ พระธนพร ทองคำ อายุ 61 ปี พระลูกวัดเซิดสำราญ ใช้สายโทรศัพท์แบบเคเบิ้ลผูกคอเสียชีวิตในสภาพนอนราบกับพื้นดิน เบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 วัน ซึ่งแพทย์ได้ชันสูตรดูร่องรอยแล้วไม่พบการถูกทำร้าย จึงให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลตำรวจอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดต่อไป
ทั้งนี้ นายสำราญ มั่งคั่ง ผู้ใหญ่บ้าน เล่าว่า พระธนพรมาบวชที่วัดดังกล่าวประมาณ 20 พรรษา แต่เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีชาวบ้านแอบถ่ายคลิปชายคนหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายพระธนพร ใส่เสื้อผ้าแบบชาวบ้านไปเที่ยวงานประจำปี จ.ชลบุรี และนำมาแชร์กันจนเรื่องถึงเจ้าอาวาส จึงได้เรียกพระธนพรมาสอบถาม แต่เนื่องจากภาพจากคลิปดังกล่าวไม่ชัดเจน ทางเจ้าอาวาสจึงไม่เอาเรื่องแต่อย่างใด ทว่ากลับเป็นฝั่งชาวบ้านที่ยังคงลือไม่เลิก คาดว่านี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้พระธนพร เกิดความเครียด และตัดสินใจจบชีวิตดังกล่าว

แชร์สนั่น ! หมุดคณะราษฎร ระลึกเหตุการณ์ 2475 ถูกเปลี่ยนเป็นข้อความใหม่

แชร์สนั่น ! หมุดคณะราษฎร ระลึกเหตุการณ์ 2475 ถูกเปลี่ยนเป็นข้อความใหม่ พร้อมตั้งคำถาม เกิดขึ้นได้อย่างไรและเป็นฝีมือใคร

เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2560 เฟซบุ๊ก หมุดคณะราษฎร มีการโพสต์ภาพและข้อความดังนี้
“ด่วน !! หมุดคณะราษฎร รำลึกเหตุการณ์การอภิวัฒน์สยาม 2475 ถูกรื้อถอนและเปลี่ยนเป็นหมุดใหม่ เพื่อพยายามลบล้างประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรที่มีคุณูปการต่อประเทศ”

สำหรับข้อความที่อยู่ในหมุดตามภาพนั้น ได้แก่ ขอประเทศสยามจงเจริญ ยั่งยืนตลอดไป ประชาชนสุขสันต์หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน ส่วนข้อความวงนอกนั้น คือ “ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ข้อความเก่าที่อยู่ในหมุด มีดังนี้ “ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ”

ว่านหางจระเข้ สรรพคุณเลอค่า ใช้ได้ดื่มดี ล้างพิษเพื่อสุขภาพ


ว่านหางจระเข้สมุนไพรใกล้ตัวชั้นดี ใครว่านำมาใช้รักษาแผลได้อย่างเดียว คั้นน้ำดื่มก็ดีไม่ใช่น้อยนะรู้ไหม ?

พูดถึงสมุนไพรที่ใกล้ตัวที่คนมักนำมาปลูกกันเป็นไม้ประดับบ้าน ถ้าไม่พูดถึงว่านหางจระเข้ก็คงไม่ได้ เพราะประโยชน์ของว่านหางจระเข้­นั้นมีมากมายจนนับกันไม่หวาด­ไม่ไหว ไม่ว่าจะช่วยรักษาบาดแผลให้หายไวขึ้น รักษาฝี แก้ปวดศีรษะ ปวดฟัน รักษาอาการกระเพาะอักเสบ แก้อาการเมารถ เมาเรือ หรือแม้แต่ใช้เป็นยาถ่าย

นี่ยังไม่รวมถึงประโยชน์ทางด้านความสวยความงามอีกเพียบ เช่น ว่านหางจระเข้ทาหน้า ว่านหางจระเข้รักษาสิว ว่านหางจระเข้หมักผม ที่ทำให้­พืชชนิดนี้โดดเด่นในบรรดาสมุนไพรชนิดต่าง ๆ แล้วรู้กันหรือเปล่าว่าไม่ใช่แค่เนื้อของว่านหางจระเข้เท่านั้น­­­ที่มีประโยชน์ น้ำว่านหางจระเข้ก็ดีไม่แพ้กัน อย่างที่วันนี้กระปุกดอทคอมได้หยิบเอาประโยชน์ของน้ำว่านหางจระ­­­เข้มาชี้แจงแถลงไขกันให้ทราบ อยากสวยทั้งภายนอกภายในแบบไม่พึ่งสารเคมี ต้องจัดกันสักทีกับน้ำว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้สามารถนำมาคั้นน้ำดื่มได้ โดย Sebastian Pole ผู้ก่อตั้ง Pukka Herbs และผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมุนไพรได้เปิดเผยว่า ว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรที่ช่วยรักษาได้ทั้งภายนอกและภายใน ถือเป็นสมุนไพรที่ใช้แล้วสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัด­­­เจน ไม่ว่าจะทางด้านสุขภาพหรือความสวยความงาม นอกจากนี้ ยังได้แสดงให้เห็นอีกว่า น้ำว่านหางจระเข้มีประโยชน์ต่าง ๆ อีกมากมายดังนี้

1. ล้างพิษ

น้ำว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยกรดอะมิโน วิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย และยังถือเป็นสมุนไพรที่ช่วยในการล้างพิษในร่างกายอีกด้วย โดยน้ำว่านหางจระเข้เมื่อดื่มเข้าไปแล้วก็ช่วยทำให้ระบบย่อยอาห­­­ารทำงานได้ดีขึ้น รวมทั้งป้องกันร่างกายจากของเสียต่าง ๆ และด้วยฤทธิ์เย็นของว่านหางจระเข้ ก็ยังสามารถบรรเทาอาการอักเสบ และความร้อนภายในร่างกาย โดยเฉพาะหญิงวัยหมดประจำเดือนที่มักจะมีการอักเสบของผิวหนังและ­­­ปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย หรือจะปัญหาสิว ลำไส้ปั่นป่วน เจ้าน้ำว่านหางจระเข้ก็ช่วยได้

2. สร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกัน

นอกจากแร่ธาตุและวิตามินแล้ว ในว่านหางจระเข้ยังมีโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide) ซึ่งถือเป็นสารที่ช่วยเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกา­­­ย เจ้าสารชนิดนี้จะเข้าไปชะลอการอักเสบและช่วยกระตุ้นการทำงานของ­­­ระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้การอักเสบต่าง ๆ ในร่างกายบรรเทาลง

3. ลดคอเลสเตอรอล และน้ำตาลในเลือด

ถือเป็นข่าวดีเลยเชียวล่ะ เพราะมีผลการวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าน้ำว่านหางจระเข้สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ แถมยังส่งผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วนอย่างยิ่ง แต่ถ้าจะให้ดีควรดื่มแบบที่เติมน้ำตาลน้อย ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการสวิงของระดับน้ำตาลในเลือดค่ะ
4. ช่วยในระบบขับถ่าย

สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย ไม่ว่าจะท้องผูก หรือแม้แต่โรคลำไส้ปั่นป่วน น้ำว่านหางจระเข้สามารถช่วยบรรเทาอาการ รวมทั้งรักษาอาการผิดปกติในระบบขับถ่ายได้อีกด้วยค่ะ

5. เปี่ยมคุณค่าทางวิตามิน และแร่ธาตุ

น้ำว่านหางจระเข้ ก็มีคุณค่าทางอาหารดีไม่แพ้กับเนื้อว่านหางจระเข้เลย อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และกรดโฟลิก แถมยังมีแคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี ธาตุเหล็ก เซเรเนียม โพแทสเซียม สารอาหารเยอะขนาดนี้คงไม่ต้องบอกแล้วใช่ไหมล่ะว่าดีขนาดไหน

6. ช่วยบำรุงเส้นผม

น้ำว่านหางจระเข้ไม่ได้มีดีแต่กับสุขภาพภายในเท่านั้น แต่ยังดีกับสุขภาพภายนอกอีกด้วย อาทิ ช่วยบำรุงสุขภาพผม ช่วยให้ผมดำและเงางาม ซึ่งมาจากสารอาหาร และเอ็นไซม์ต่าง ๆ ในน้ำว่านหางจระเข้นั่นเอง
7. ปรับสมดุลในร่างกาย

แค่เพียงดื่มน้ำว่านหางจระเข้เข้าไปก็สามารถช่วยปรับสมดุลในร่า­­­งกายที่เกิดความไม่สมดุลให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ รวมทั้งช่วยเพิ่มความสามารถในการป้องกันความเครียดที่เกิดจากสภ­­­าพร่างกาย อารมณ์ หรือแม้แต่สภาพแวดล้มที่เป็นมลพิษต่างได้ เมื่อภายในร่างกายเกิดความสมดุลก็จะช่วยให้อาการเจ็บป่วย หรืออาการอักเสบต่าง ๆ ในร่างกายดีขึ้นค่ะ
8. ปรับสภาพความเป็นกรดและด่างในร่างกาย

สุขภาพของเราจะดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับภาวะความเป็นกรดและด่างใน­­­ร่างกาย ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมีภาวะเป็นกรดในร่างกายมากกว่าปกติ อันเนื่องมาจากวิถีชีวิต และอาหารที่รับประทานเข้าไป ซึ่งสุขภาพที่ดีจะต้องมีความเป็นด่าง 80% และความเป็นกรด 20% ในร่างกาย และเจ้าน้ำว่านหางจระเข้นี่ล่ะที่จะเข้าไปช่วยปรับความเป็นกรดใ­­­นร่างกายให้กลายเป็นด่าง ส่งผลให้สุขภาพดีนั่นเอง

9. เสริมใยเหล็กให้หัวใจ

มีการศึกษาจำนวนไม่น้อยที่พบว่าว่านหางจระเข้ส่งผลดีกับสุขภาพห­­­ัวใจและหลอดเลือด บางการศึกษาก็ว่าการรับประทานสารสกัดจากว่านหางจระเข้ ช่วยให้การขนส่งและการกระจายของออกซิเจนในเม็ดเลือดแดงทำงาน­ได้ดีขึ้น ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลด้วยการควบคุมระดับความดันเลือด และลดการออกซิเดชันในเลือดได้อีกด้วย ทำให้ความหนืดของเลือดลดลง แถมถ้าดื่มน้ำว่านหางจระเข้เป็นประจำก็ยังลดความเสี่ยงโรคหัวใจ­­­

10. ช่วยลดน้ำหนัก

น้ำว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ ช่วยในการลดน้ำหนักได้อีกทางหนึ่ง เพราะเมื่อร่างกายมีระบบขับถ่ายที่ดีและสารพิษต่าง ๆ ในร่างกายลดลงก็จะส่งผลทำให้ร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมาก­­­ขึ้น ฉะนั้นใครที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ก็น่าจะลองดื่มน้ำว่านหางจระเข้เป็นประจำนะคะ รับรองว่าช่วยให้ผอมเพรียวลงแน่นอนเลย

ข้อควรระวังในการดื่มน้ำว่านหางจระเข้

แม้ว่าจะว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์อนันต์ แต่ถ้าหากเราดื่มน้ำว่านหางจระเข้มากเกินไปแทนที่จะได้ประโยชน์­­­ก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียได้ อย่างที่เห็นได้ชัดก็คือทำให้ท้องเสีย เพราะการดื่มน้ำว่านหางจระเข้มาก ๆ จะทำให้ร่างกายมีสารอะโลอิน (aloin) มากเกินไป ซึ่งเจ้าสารชนิดนี้เป็นหนึ่งในสารที่อยู่ในยาถ่าย และหากใช้ติดต่อกันในระยะยาวก็อาจจะทำให้ร่างกายสูญเสียแร่ธาตุ­­­บางชนิด โดยเฉพาะโพแทสเซียมได้ค่ะ ปริมาณน้ำว่านหางที่คนเราสามารถดื่มได้ต่อวันก็อยู่ที่ ไม่เกิน 12 ช้อนโต๊ะค่ะ

ไม่เพียงเท่านั้น ยังไม่ควรดื่มน้ำว่านหางจระเข้ขณะที่เป็นประจำเดือนหรือขณะที่ต­­­ั้งครรภ์ และควรเลี่ยงการดื่มน้ำว่านหางจระเข้หากมีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ริดสีดวงทวาร หรือมีการเสื่อมสภาพของตับและน้ำดี ฉะนั้นก่อนที่จะเริ่มดื่มน้ำว่านหางจระเข้เพื่อสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ถึงผลข้างเคียงที่จะได้รับ ดีกว่านะคะ

เห็นคุณประโยชน์ดี ๆ แบบนี้แล้ว ก็ต้องลองกันสักตั้งแล้วล่ะ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แต่ก็ควรตั้งอยู่ในความพอดีนะคะ อย่ารับประทานแต่ว่านหางจระเข้นะ ควรรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพอื่น ๆ คู่กันไปด้วย เพื่อที่จะได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ 100% ค่ะ

ตำรับข้าวรักษาโรค ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านภาคอีสาน


ข้าวเป็นยา บำบัดรักษาสารพัดอาการ ถือเป็นหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพ ซึ่งหมอยาพื้นบ้านสืบทอดกันมาช้านาน

อาหารหลักที่คนไทยทานกันทุกบ้านอย่าง ข้าว ได้รับการยอมรับจากนักโภชนาการว่ามีคุณประโยชน์ทางสารอาหารครบถ้วนในตัวเอง และก็เป็นหนึ่งในตำรับยาที่หมอยาพื้นบ้านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือนำมาใช้บำบัดรักษาอาการต่าง ๆ ลองมาดูข้อมูลเรื่องนี้จาก ไทยโพสต์

ข้าวที่มีสารอาหารครบถ้วน ต้องเป็นข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ เพราะข้าวขัดขาวสารอาหารสำคัญจะถูกขัดสีออกไปเป็นรำข้าวเกือบหมดแล้ว และทางการแพทย์แผนจีนยังกล่าวว่า ข้าวมีทั้งหยิน-หยางอย่างสมดุลในตัวเอง ถือเป็นยารักษาโรคคุณภาพดี การแพทย์พื้นบ้านหรือการแพทย์ตะวันออกของทุกชาติที่มีการบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักจึงมักมีตำรับยาดีๆ ที่ใช้ข้าวในการรักษาโรคมากมายทั้งแบบใช้เดี่ยว ๆ หรือใช้แบบตำรับ

ผลผลิตจากการสีข้าวแบบขัดข้าวจะได้รำและจมูกข้าว ในสมัยก่อนมักขายเป็นหัวอาหารนำไปใช้เลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ด ไก่ แต่เมื่อประชาชนตระหนักรู้ในความสำคัญของรำข้าวและจมูกข้าวแล้ว ก็มีการสีข้าวกล้องเพื่อลดการขัดสีจมูกข้าวลง สำหรับเป็นทางเลือกของประชาชนในการเลือกซื้อข้าวที่มีคุณค่าทางสารอาหารในการบริโภคมากขึ้น หรือแม้กระทั่งรำและจมูกข้าวก็นำมาบีบเอาน้ำมันที่เรียกว่าน้ำมันรำข้าว ซึ่งเป็นน้ำมันคุณภาพดี สามารถนำมาใช้บำรุงผิว ทำยา และอาหาร หรือบรรจุในแคปซูลเป็นอาหารเสริมบำรุงร่างกาย


หมอยาพื้นบ้านภาคอีสานได้ทำการรวบรวมตำรับยาที่ใช้ข้าวปรุงเป็นยารักษาโรคต่าง ๆ อาทิ โรคผดผื่น มดมาน โรคผิวหนัง ภูมิแพ้ ปวดหัวไมเกรน ถอนพิษจากสัตว์หรือพืช เช่น พิษงู แมงมุม แมงป่อง ตะขาบ เจ็บหัว เจ็บตา อีสุกอีใส มดลูกเป็นแผลทำให้มดลูกหดตัวแห้ง แก้ซางขโมยเด็กน้อย สมานแผล แก้ปวด แก้ไอ แก้พิษ แก้งูสวัด และบำรุงร่างกาย ซึ่งหมอพื้นบ้านต่างลงความเห็นว่าได้ผลดี และเป็นยากลางบ้านที่ชาวอีสานใช้กันบ่อย เช่น

ตำรับยาใช้น้ำซาวข้าวรักษาพิษงูสวัด งูสวัดเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อไวรัส มีอาการคัน ๆ เจ็บ ๆ หรือปวดแสบร้อนบริเวณผิวหนัง จากนั้นเกิดอาการบวม แดง ร้อน และเริ่มพองเป็นตุ่ม น้ำใส เรียงตัวเกาะกันเป็นกลุ่ม ๆ ตุ่มน้ำใสเหล่านี้ก็จะพองโตและแตกออกกลายเป็นสะเก็ด เป็นที่ทรมานไม่น้อย ตำรับยาที่ใช้รักษา ใช้ใบเสลดพังพอนโขลกจนละเอียด ผสมกับน้ำซาวข้าว จะได้ยาลักษณะเหนียวข้น ใช้สำลีชุบน้ำยาทาบริเวณที่เป็นงูสวัดบ่อย ๆ เมื่อยาแห้งก็ทาใหม่ ประมาณ 1 อาทิตย์ก็เห็นผล ยานี้มีสรรพคุณดูดพิษงูสวัด

ตำรับน้ำซาวข้าวผสมขิง รักษาอาการผด ผื่น คัน โดยนำขิงมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าวคนให้เข้ากัน ใช้ทาผิวหนังที่มีอาการผดผื่นคัน ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ข้าวจี่ ดูดพิษดูดฝี ข้าวจี่คือข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนกลม ๆ แบน ๆ ขนาดพอเหมาะมือ นำไปปิ้งไฟ (จี่ไฟ) จนไหม้เกรียม แล้วนำข้าวนั้นมาตำกับใบลำโพง 7 ใบให้ละเอียด เวลาใช้ให้เอาน้ำซาวข้าวเป็นกระสายยา แล้วนำไปพอกบริเวณที่เป็น
การใช้ข้าวเป็นยารักษาโรค มีทั้งการใช้ในรูปแบบอาหารรับประทานโดยตรง เช่น ข้าวต้ม หรือน้ำข้าวต้ม ใช้ในรูปแบบยาเข้าตำรับ หรือเป็นน้ำกระสายยา ข้อมูลจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยอุษา กลิ่นหอม และคณะ (2546) และเอกสารตำรายาอีสานโบราณของ ดร.ปรีชา พิณทอง (2536) พบว่าหมอพื้นบ้านชาวอีสานมีการใช้ข้าวเป็นยารักษาโรคต่าง ๆ ถึง 38 กลุ่มอาการ และมีตำรับยาจำนวน 330 ตำรับ โดยใช้ในการรักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับไข้มากที่สุดจำนวน 122 ตำรับ เป็นการรักษาไข้หมากไม้ 81 ตำรับ และไข้ธรรมดาจำนวน 40 ตำรับ นอกจากนี้ยังมีตำรับรักษาสัตว์เลี้ยงอีก 2 ตำรับ อาทิ

แก้เบื่อเมา ใช้รากมะนาวฝนใส่น้ำซาวข้าว บำรุงเส้นผม ใช้น้ำซาวข้าว ใบหมี่ รากมะขามส้ม ต้มรวมกันแล้วนำไปสระผม

แก้เบาหวาน ใช้แก่นสะเดา 1 ส่วน ฟางข้าวเจ้า 1 ส่วน ต้มกิน 3 วันหลังอาหาร

ยาแก้หืด ใช้รากลำเจียก 1 ส่วน ทองพันชั่ง 1 ส่วน แกลบข้าวเหนียว 1 ส่วน ดินประสิว 1 ส่วน ต้มน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวเหลือ 1 ส่วนกิน

กินของผิดสำแดง ใช้รากย่านาง รากหมาน้อย เฟืองข้าวเจ้า รากฝาง อ้อยดำ ฝนกิน

โรคฝี ใช้รากต้างไก่ หัวหนวดแมว น้ำข้าวจ้าวเป็นน้ำฝนทา ปวดหัว ใช้รากตดหมา เข็มขาว ฝนใส่น้ำข้าวเจ้าทา

แก้ไอ ใช้ข้าวเจ้าป่นละเอียด 1 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน น้ำผึ้ง 1 ส่วน เอาทั้ง 3 ผสมให้เข้ากันกินแก้ไอ

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการใช้ข้าวเป็นยารักษาโรคจากภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านภาคอีสาน ที่ตระหนักว่าการเป็นหมอพื้นบ้านนั้นเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในชุมชนที่แสดงออกถึงการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันในชุมชน เป็นทางเลือกในการพึ่งพาตนเองในการดูแลสุขภาพ ที่มีการสืบทอดความรู้ภูมิปัญญามาช้านาน และถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง อันเป็นกลไกสำคัญของการดำรงชีวิตที่ยังคงมิตรภาพ น้ำใจและไมตรี ที่หาได้ยากยิ่งนักในสังคมโลกปัจจุบัน

ไมยราบ สรรพคุณเด็ด ใครว่าเป็นแค่วัชพืช


ไมยราบ สรรพคุณเด่นเรื่องใช้ทำยาที่ใครหลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นวั­ชพืชธรรมดา ทั้งที่ความจริงแล้วไมยราบก็ถือเป็นหนึ่งในสมุนไพรไทยที่มากด้ว­ยคุณค่านะ

นับว่าเมืองไทยของเราโชคดีที่มีพืชสมุนไพรมากมายให้เราได้นำมาใ­­ช้เป็นยาบำรุงร่างกาย เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงความงาม หรือแม้แต่นำมาทำเป็นอาหาร โดยที่สมุนไพรบางชนิดก็จะให้ผลกับชายและหญิงต่างกันออกไป อย่างเช่นต้นไมยราบนี้ ที่ดูเหมือนจะดีต่อสุขภาพของผู้หญิงเรามากกว่าผู้ชายเสียอีก แต่สาเหตุจะเป็นเพราะอะไรนั้น ต้องลองมาอ่านจากข้อมูลของ ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ได้ให้คำอธิบายเอาไว้ในนิตยสาร Happy+ ดังนี้ค่ะ

ไมยราบ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mimosa Pudica L. อยู่ในวงศ์ FABACEAE และมีชื่ออื่น ๆ ได้แก่ หญ้าต่อหยุบ หญ้ายุบยอบ กะหงับ ก้านของระงับ หงับพระพาย หญ้าจิยอบ และหญ้าปันยอด เป็นไม้ล้มลุก ใบประกอบเหมือนขนนก 2 ชั้น ดอกช่อกระจุกแน่น สีชมพู ออกที่ง่ามใบ ผลเป็นฝักแบน ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
ในอดีต ไมยราบเป็นสมุนไพรประจำหม้อต้มยาของพระป่า ซึ่งท่านใช้แก้ปวดเมื่อย แก้ชัด ทำให้นอนหลับสบาย จึงเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่หมอยาพื้นบ้าน แต่กลับไม่เป็นที่นิยมใช้ เพราะนอกจากจะทำให้หลับ สงบประสาทแล้ว สมรรถภาพทางเพศของผู้ชายก็พลอยหลับไปด้วย เพราะเหตุนี้ พ่อหมอชาวมุสลิม ซึ่งเรียกไมยราบว่า “กือแมงาโต๊ะ” จึงห้ามไม่ให้ผู้ชายกินยาตัวนี้ เพราะจะทำให้ผู้ชายจะมาตีปูโจ๊ะ (หมดความรู้สึกทางเพศ) เทียบได้กับการทำหมันซึ่งถือว่าบาป

พ่อหมอไทใหญ่ก็พูดทำนองเดียวกันว่า กินหญ้าต่อหยุบแล้วจะทำให้ไม่อยากเข้าหาผู้หญิง แน่นอนว่าปุถุชนคงไม่ชอบ แต่สำหรับพระภิกษุ คงช่วยให้ท่านเจริญในธรรมได้ดี หมอยาพื้นบ้านทุกภาคนิยมนำไปไมยราบมาใช้รักษาแผล ทั้งแผลสด แผลเรื้อรัง แผลพุพอง ฝี หนอง ผดผื่นคัน เริม และงูสวัด ใช้ทั้งห้าต้มกินแก้ปวดหลัง ปวดเอว ปวดเมื่อย ปวดหัว ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว แก้ไตพิการ แก้เบาหวาน ในตำรายาสมุนไพรไทยระบุว่า ไมยราบมีรสจืดเฝื่อน มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับระดูขาว แก้ไตพิการ

สำหรับผู้หญิงแล้ว ไมยราบมีสรรพคุณที่น่าสนใจ คือ การใช้ชำระล้างจุดซ่อนเร้นและทำให้กระชับขึ้น ซึ่งเป็นสรรพคุณที่พ่อหมอแม่หมอภาคใต้ และหมอยาไทใหญ่บอกตรงกัน นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาวิจัยพบว่า ไมยราบเป็นสมุนไพรที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ดี ทั้งยังเป็นพืชในตระกูลถั่ว ซึ่งส่วนใหญ่มีสารไฟโตเอสโตรเจน หรือสารธรรมชาติที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง จึงสอดคล้องกับการนำมาใช้ในสรรพคุณดังกล่าว

ปัจจุบัน ในประเทศอาเซียนบางประเทศ มีผลิตภัณฑ์ไมยราบแคปซูล ที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาช่วยในการนอนหลับ สำหรับประเทศเราก็มีกลุ่มแม่บ้านที่นำไมยราบทั้งห้ามาทำเป็นชาไ­­มยราบ เพื่อขับนิ่ว แก้วปวดเมื่อย ในตำรับยาบำรุงสุขภาพของหมอยาอีสาน นิยมใช้ไมยราบเป็นตัวยาหลัก ต้มรวมกับใบหม่อน เคยหอม คำฝอย และทองพันชั่ง ดื่มเป็นชาสมุนไพรเพื่อบำรุงสุขภาพและแก้ปวดหลัง

จากการศึกษาวิจัยสมัยใหม่พบว่า ไมยราบมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา แก้ปวด แก้อาการกล้ามเนื้อเกร็ง แก้ปวด แก้อักเสบ ทำให้แผลหายเร็ว ขับปัสสาวะ คลายเครียด ทำให้ง่วงนอน ซึ่งล้วนแต่เป็นการสนับสนุนการใช้ของคนโบราณทั้งสิ้น ดังนั้น ไมยราบจึงเป็นสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาแ­­ละผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ทิงเจอร์รักษาแผล แก้ผด ผื่นคัน ชาสมุนไพรคายเครียด น้ำยาชำระล้าง จุดซ่อนเร้น เป็นต้น

ตำรับยาไมยราบ

ยาสำหรับชำระล้างจุดซ่อนเร้น

นำไมยราบทั้งห้า ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาหั่น ตากแดดให้แห้ง ใช้ประมาณ 5 กรัม ต้มน้ำประมาณ 100 ซีซี ลดไฟลง ต้มต่ออีกประมาณ 15 นาที จากนั้นกรองเอาน้ำไว้ใช้ล้างจุดซ่อนเร้น ช่วยให้กระชับและดับกลิ่น

ยาแก้ตกขาว

ใช้ไมยราบ และหญ้าหวาดหลุบ (หญ้าคมปาว) ทั้งสองอย่างนี้มาต้มรวมกันไว้ดื่ม และต้มอาบ

ยาบำรุงสตรีหลังคลอด

นำรากสดของไมยราบ ประมาณ 3-5 ราก มาต้มน้ำดื่ม ครั้งละประมาณครึ่งแก้วน้ำชา ดื่มวันละ 2-3 ครั้ง

ยาแก้เบาหวาน

นำไมยราบทั้งต้นมาสับ ตากแดด ผสมกับครอบฟันสี ต้มน้ำดื่ม

ยาแก้นิ่ว ขับปัสสาวะ บวม

นำไมยราบทั้งห้า มาต้มดื่ม

ยาบรรเทาอาการบวมจากพิษแมลงสัตว์กัดต่อย

นำใบไมยราบมาขยี้ แล้วแปะตรงที่มีอาการ

ยาแก้ฝีหนองหรือตุ่ม

นำไมยราบทั้งห้าส่วน มาต้มน้ำดื่มและอาบ รากให้ทา

ยาแก้ปวดเอว

ใช้เข้ากับจีผาแตก และเครือไมยราบ นำมาต้มดื่ม

ข้อควรระวัง

ไม่ควรรับประทานต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เพราะมีฤทธิ์ต่อสมองส่วนกลาง
ไม่ควรใช้ในสตรีที่มีครรภ์และหญิงให้นมบุตร
ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

หลับสบาย คลายเครียด ด้วยธูปหลับ จากว่านหอม


สรรพคุณว่านหอม พืชสมุนไพรที่ไม่ใช่แค่ใช้ในการขจัดปัดเป่าเคราะห์กรรมตามชื่อ แต่ยังช่วยดูแลสุขภาพในอีกหลาย ๆ ด้าน

ว่านหอม ฟังชื่ออาจไม่คุ้นหูนัก แต่เราอยากให้รู้จักกันไว้ค่ะ เพราะว่านหอมเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อการรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ไม่น้อย และสรรพคุณเด็ดของพืชชนิดนี้ก็คือ ช่วยให้หลับสบายและผ่อนคลาย ลองมารู้จักประโยชน์ของว่านหอม จาก ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ให้ข้อมูลไว้ในนิตยสาร Happy+ กันค่ะ

ในบรรดาพืชที่มีกลิ่นหอมทั้งหมด ดูเหมือนว่านหอมจะเป็นว่านศักดิ์สิทธิ์ที่มีคุณครอบคุลมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการปราบมาร ขจัดปัดเป่าเคราะห์กรรมและสิ่งที่ไม่เป็นมงคล รวมถึงคุณทางเมตตามหานิยม และยังมีสรรพคุณทางสารพัด ทั้งแก้สิวฝ้า ยากันแดด แก้ปวด แก้อักเสบ แก้หวัด ช่วยย่อยอาหาร ต้านอนุมูลอิสระ ฆ่าเชื้อโรค และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย

“ว่านหอม” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Kaempferia Gaianga Linn. อยู่ในวงศ์ ZINGBERACEAE มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่าง ๆ ว่า ว่านตีนดิน, ว่านแผ่นดินเย็น, หอมเปราะ, ชู, เปราะป่า เป็นต้น ว่านหอมเป็นพรรณไม้ลงหัว หัวมีลักษณะกลมเล็ก ใบมีลักษณะเป็นม้วนแทงขึ้นมาจากดิน ถ้าใบแก่จะคลี่ใบออก ใบกลมแผ่อยู่ติดดิน หน้าใบมีสีเขียว ส่วนท้องใบเป็นสีนวล ดอกแตกขึ้นมาตรงกลาง ยอดเป็นดอกสีขาวเล็ก ๆ สวยงาม ขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อ
ว่านหอม เป็นว่านที่คนอีสานกับคนไทยใหญ่เรียกชื่อเหมือน ๆ กันมีความเชื่อและการใช้ประโยชน์แบบเดียวกัน ในวันสงกรานต์นิยมใส่ว่านหอมพร้อมกับผักส้มป่อยในขันใส่น้ำพระและรดพรจากผู้ใหญ่ เพราะเชื่อว่าความหอมจะเชิญทวยเทพเทวดาทุกชั้นฟ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลกมาประทานพรให้

นอกจากนี้ว่านหอมยังใช้เป็นยาบดเป็นผงใส่ในข้าว “ซอมตอ” ที่คนไทยใหญ่ใช้บูชาพระพุทธ หรือทุบหัวใส่ในน้ำที่ใช้นึ่งข้าว ข้าวจะหอม ใช้บูชาพระพุทธหรือใช้รับประทาน

ว่านหอมเป็นยาสำคัญของหมอยาไทยใหญ่ แทบจะกล่าวได้ว่ายาหอมทุกตัวของหมอยาไทใหญ่จะใส่ว่านหอมลงไปเสมอ ซึ่งเชื่อว่าสรรพคุณที่สำคัญของว่านหอมคือ บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ยาจุดเอาไอรมของไทยใหญ่ชนิดหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่ามีสรรพคุณในการช่วยให้นอนหลับและคลายเครียดคือ ยาที่มีส่วนผสมของว่านหอม แหน่งหอม อุปากะสะ (รากดำยาน) และดอกไม้ไหวโดยจะบดส่วนผสมนี้ให้เป็นผงแล้วโรยเข้าไปในไฟ เมื่อได้กลิ่นอายของควันจะช่วยทำให้นอนหลับ

ว่านหอมมีสรรพคุณที่เหมาะในการทำธูปหลับ ซึ่งศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพภาคประชาชนด้านการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรมีการสาธิตและสอนฟรีให้แก่ประชาชนที่สนใจ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ณ ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี

การทำธูปหลับนั้น เป็นกิจกรรมในการทำธูปเพื่อผ่อนคลาย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาในเรื่องการนอนไม่หลับ โดยสมุนไพรหลักที่ใช้ คือยางบง ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นได้ง่าย แตกหน่อได้ดี เนื้อไม้เหมาะสำหรับใช้ในการทำเครื่องมือเครื่องใช้และใช้ทำเชื้อเพลิง รวมทั้งว่านหอม พืชคลุมดินที่ชอบความชุ่มชื้น พบทั่วไปในป่า

นอกจากนี้ยังมีการนำมาปลูกเป็นสมุนไพรและอาหารตามบ้านเรือนทั่วไป สำหรับการใช้ประโยชน์นั้น นิยมนำส่วนหัวโดยโขลกทั้งหัว และใบใส่น้ำลงไปพอชุ่ม เอาผ้าไปชุบ แล้วนำผ้าไปคลุมหัวไว้ เป็นยาแก้ปวดหัวคลายเครียด นอกจากนี้มีการผสมใส่ลงในยาหอมเพื่อบำรุงหัวใจ บำรุงประสาท และยังมีการแนะนำให้ใช้ว่านหอมต้มหรือชงกินเพื่อช่วยให้นอนหลับคลายเครียด เป็นยาขับลม แก้ปวดท้อง สำหรับการนำมาผสมกับธูปนั้น จะใช้หัวของว่านหอมเป็นส่วนผสม

การทำธูปหลับ ผ่อนคลายความเครียด

ส่วนผสม

1. เปลือกต้นบง สับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากให้แห้ง 2 ส่วน
2. หัวว่านหอม 1 ส่วน
3. ก้านธูปทำจากไม้ไผ่ตากให้แห้ง
4. น้ำสะอาดหรือน้ำที่มีกลิ่นหอมตามต้องการ

วิธีทำ

1. นำสมุนไพรที่เตรียมไว้ทั้งหมดมาสับให้ละเอียด และผึ่งแดดให้แห้งสนิท
2. นำสมุนไพรผึ่งแห้งแล้วแต่ละชนิดเข้าเครื่องบด เพื่อให้สมุนไพรมีความละเอียด
3. ร่อนด้วยตะแกรงหรือใช้ผ้าขาวบางกรองอีกครั้งหนึ่ง เอาเฉพาะส่วนที่เป็นผง เพื่อเวลาปั้นจะได้ง่าย หากสมุนไพรหยาบเกินไปจะทำให้ปั้นไม่ได้
4. นำผงว่านหอมมาคุกกับเปลือกต้นบง
5. ใช้มือคลึงให้สมุนไพรเสมอกัน
6. นำธูปที่ได้จุ่มกับน้ำสะอาดหรือน้ำที่มีกลิ่นหอมตามต้องการแล้วนำขึ้นมาคลึงกับผงธูปอีกครั้ง โดยทำในลักษณะเช่นนี้ 3-5 ครั้ง
7. จากนั้นนำธูปใบตากแดดให้แห้งสนิท แล้วบรรจุลงห่อ

เคล็ดลับการทำ

ในการคลึง ผู้ทำควรใช้มือคลึงให้เสมอกัน เพราะถ้าคลึงสมุนไพรไม่แน่นจะทำให้แตกง่าย และห้ามนำธูปไปตากแดดจัด ๆ