หญ้าหวาน สมุนไพรรสหวานเจี๊ยบ เปี่ยมคุณค่า


หญ้าหวาน พืชสมุนไพรรสชาติหวาน สรรพคุณหญ้าหวาน และประโยชน์หญ้าหวาน มีมากมายจนคุณต้องประหลาดใจเลยเชียวล่ะ

ในทุกวันนี้ผู้คนต่างหันมาให้ความสนใจกับสุขภาพมากขึ้น มีหลายคนที่เลือกใช้สมุนไพรในการช่วยรักษาสุขภาพ และหนึ่งในสมุนไพรที่ปัจจุบันนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมากนั่นก็คือ หญ้าหวาน ที่เริ่มมีหลาย ๆ คนนำมาใช้ในการผสมเครื่องดื่มหรือทำอาหารด้วย เพราะเป็นพืชที่มีรสชาติหวานกว่าน้ำตาลแต่ไม่ทำให้อ้วน จึงถูกนำมาใช้เพิ่มความหวานแทนน้ำตาลกันมากขึ้น แต่ก็เชื่อว่ายังมีหลายคนที่ยังไม่รู้จักหญ้าหวานกันใช่ไหมล่ะ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับหญ้าหวานให้ดีมากขึ้นกันเถอะ

หญ้าหวาน ภาษาอังกฤษคือ Stevia มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Stevia rebaudiana Bertoni เป็นพืชชนิดหนึ่งที่ถูกจัดอยู่ในวงศ์ ASTERACEAE เป็นพืชล้มลุกระยะยาว มีลักษณะคล้ายต้นกะเพราหรือต้นแมงลัก ลำต้นกลมและแข็ง มีใบเดี่ยว รูปหอก ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ใบให้สารที่มีรสหวาน และมีช่อดอกสีขาว

หญ้าหวานเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศบราซิลและทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศปารากวัย ซึ่งมีการค้นพบว่าชาวพื้นเมืองปารากวัย ได้ใช้หญ้าหวานนี้ผสมกับชาเพื่อดื่มมาแล้วมากกว่า 1,500 ปี ต่อมาประเทศญี่ปุ่นก็ได้นำมาใช้อย่างกว้างขวาง สำหรับในประเทศไทยได้เริ่มมีการนำหญ้าหวานมาใช้กันอย่างแพร่หลายเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาเองค่ะ โดยนิยมปลูกในภาคเหนือ เพราะหญ้าหวานขึ้นได้ดีในสภาพอากาศค่อนข้างเย็น
สรรพคุณหญ้าหวาน กับประโยชน์ทางยา

หญ้าหวานถึงแม้จะเป็นสมุนไพรที่ไม่ได้ให้พลังงานกับร่างกายเหมือนพืชสมุนไพรชนิดอื่น ๆ แต่หญ้าหวานก็มีสรรพคุณทางยาที่สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะช่วยลดน้ำตาลในเลือด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยบำรุงตับอ่อน ลดไขมันในเส้นเลือดและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงและโรคอ้วนได้ แถมยังช่วยสมานแผลทั้งภายนอกและภายใน ทำให้แผลหายไวขึ้นได้ รวมทั้งทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ใครที่รู้สึกไม่ค่อยมีแรงละก็ลองดื่มเครื่องดื่มที่ผสมหญ้าหวานก็จะช่วยให้มีกำลังวังชาเพิ่มขึ้นด้วยล่ะ และด้วยความที่หญ้าหวานเป็นพืชที่ไม่มีพลังงานนี่ล่ะ จึงมีการนำไปใช้ในการลดความอ้วนกันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะใช้ผสมดื่ม หรือไปผลิตเป็นอาหารเสริม

หญ้าหวาน สมุนไพรพิชิตเบาหวาน

แม้ว่าหญ้าหวานจะเป็นสมุนไพรที่ให้ความหวานได้มากกว่าน้ำตาล 300 เท่า แต่ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์เพราะระดับความหวานเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น แถมยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และบำรุงตับอ่อนได้อีกต่างหาก ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานไม่ต้องกลัวถึงผลข้างเคียงของหญ้าหวานกันแล้วล่ะค่ะ สามารถบริโภคหญ้าหวานได้อย่างแน่นอนค่ะ
ประโยชน์หญ้าหวาน สิ่งดี ๆ ไม่ควรมองข้าม

ในปัจจุบันหญ้าหวานถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ใบอบแห้ง, ใบแห้งบดสำหรับชงแบบสำเร็จรูป (ชาหญ้าหวาน), ใบสด, ใบแห้งบดสำหรับใช้แทนน้ำตาล (หญ้าหวานผง) และแบบสารสกัดจากใบแห้งด้วยน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะนำมาชงดื่มหรือนำไปผสมกับเครื่องดื่มเสียมากกว่า เพราะในหญ้าหวานมีสารที่เรียกว่า สารสตีวิโอไซด์ ซึ่งให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล 200-300 เท่า มีความทนทานต่อกรดและความร้อน และไม่ถูกย่อยสลายด้วยสารจุลินทรีย์ เมื่อใช้หญ้าหวานกับอาหารหรือเครื่องดื่มจึงไม่ทำให้เกิดการเน่าเสีย และไม่กลายเป็นสีน้ำตาลเมื่อผ่านความร้อนสูงอีกด้วย ซึ่งก็ทำให้ถูกนำไปใช้ในการผลิตอาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิดอย่างเช่น น้ำอัดลม น้ำชาเขียว เบเกอรี่ แยม เยลลี่ ไอศกรีม ฯลฯ
หญ้าหวาน อันตรายหรือไม่ กินแล้วเป็นหมันจริงหรือ

แม้ว่าจะเคยมีการรายงานว่ามีชาวปารากวัยที่กินหญ้าหวานแล้วทำให้กลายเป็นหมันหรือไปลดจำนวนอสุจิให้น้อยลงก็ตาม แต่จากงานวิจัยก็พบว่า การใช้หญ้าหวานก็ไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบหรือผลข้างเคียงแต่อย่างใด เพราะได้มีการวิจัยแล้วกับหนูทดลองถึง 3 ชั่วอายุ ก็ไม่พบว่าจะมีหนูในรุ่นใดที่มีการกลายพันธุ์หรือกลายเป็นหมัน ขณะที่ในประเทศญี่ปุ่นก็มีการใช้หญ้าหวานมายาวนานถึง 17 ปี และมีรายงานการแพทย์ของอิเคดะ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 ซึ่งได้รายงานรับรองไว้ในเอกสารทางการแพทย์ว่า ไม่พบแนวโน้มความเป็นพิษในหญ้าหวานแต่อย่างใด ดังนั้นหญ้าหวานจึงสามารถใช้ได้แต่ก็ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ

นอกจากนี้ อาจารย์วีรสิงห์ เมืองมั่น จาก รพ.รามาธิบดี ก็ยังได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับหญ้าหวานว่าควรกินปริมาณเท่าใดจึงจะปลอดภัย คือ ประมาณ 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย หรือสูงสุดกินได้ถึง 7.9 กรัม/วัน ซึ่งสูงมากเปรียบได้กับกินผสมกาแฟหรือเครื่องดื่มได้ถึง 73 ถ้วย/วัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ดื่มกาแฟประมาณวันละ 2-3 ถ้วยเท่านั้น

“ตดหมูตดหมา” สมุนไพรชื่อแปลกสุดเจ๋ง เพิ่มพลังทางเพศ-ลดไขมันเลว


โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เผย สรรพคุณสมุนไพร ตดหมูตดหมา หรือกระพังโหม เพิ่มฮอร์โมนแอนโดรเจนเสริมสมรรถภาพทางเพศ เพิ่มกล้ามเนื้อ ลดน้ำตาลในเลือด-ไขมันเลว ผลักดันเป็นยาอาหารเสริม

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 ภญ.วัจนา ตั้งความเพียร หัวหน้างานการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เผยว่า กระพังโหมหรือ ตดหมูตดหมา เป็นพืชสมุนไพรไม้เถา มีใบเรียวแหลมเขียวเข้มและมีเอกลักษณ์คือมีกลิ่นเหม็น ทำให้ถูกละเลยและมองว่าเป็นเพียงวัชพืชตัวหนึ่ง แต่จากการศึกษาข้อมูลภูมิปัญญาของไทยและการศึกษาวิจัยในต่างประเทศพบว่า ตดหมูตดหมามีสรรพคุณในการลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้เป็นเบาหวาน แล้วยังลดไขมันแอลดีแอล หรือไขมันเลว ได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ตดหมูตดหมา ยังมีสรรพคุณในการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย เพราะมีฤทธิ์ในการเพิ่มแอนโดรเจน หรือฮอร์โมนเพศชาย รวมทั้งมีผลในการสร้างกล้ามเนื้อ ล่ำขึ้น เหมาะสำหรับผู้ชายวัยทองที่เริ่มพร่องฮอร์โมนก็จะสามารถใช้ตดหมูตดหมาแก้ไขได้ แต่หากเป็นเพราะหลอดเลือดไม่ดีก็ต้องเลี่ยงไปใช้ตัวอื่นแก้ไขแทน และตดหมูตดหมาไม่ได้มีผลต่อผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ไม่เหมือนกับแก้เซ็กส์เสื่อมในปัจจุบัน ที่มีผลในการขยายหลอดเลือด นอกจากนี้ตดหมูตดหมายังมีสรรพคุณแตกต่างจากหมามุ่ยที่มีฤทธิ์ในการเพิ่มพละกำลัง เพิ่มความแข็งแรงของสเปิร์ม

ภญ.วัจนา กล่าวต่อว่า ในประเทศไทยยังไม่มีการพัฒนาสมุนไพรตดหมูตดหมาไปทำเป็นยาหรือเป็นอาหารเสริมเพื่อเพิ่มสรรถภาพทางเพศเนื่องจากติดที่ข้อกฎหมายหลาย ๆ อย่าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปในเรื่องของการช่วยรักษาโรคเรื้อรังมากกว่า แต่หากหน่วยงานระดับสูง เช่น กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สนใจนำสมุนไพรตัวนี้ไปพัฒนาต่อยอด ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็ยินดีให้ความร่วมมือ เนื่องจากมีวัตถุดิบมากพอ รวมถึงกระบวนการผลิตไม่ยากหากทำเป็นแคปซูล หรือมีการคุยกันหลายฝ่ายว่าจะสามารถต่อยอดได้มากแค่ไหน ขณะนี้ก็เพียงแค่เผยแพร่องค์ความรู้ให้กับประชาชนว่าสามารถรับประทานได้

อีกทั้ง ต้นตดหมูตดหมา สามารถพบได้ทั่วไป ในภาคใต้จะนำตดหมูตดหมามาใส่ในข้าวยำ หรือเอาส่วนเหนือดินมาคั้นน้ำผสมเป็นขนมวุ้น หรือนำมาใส่น้ำร้อนหรือผสมในขนมจะมีกลิ่นหอม ไม่เหมือนตอนเอาใบสดมาขยี้จะมีกลิ่นเหม็น และยังสามารถนำมาชงน้ำดื่มได้โดยใช้ใบตดหมูตดหมา 7 ใบมาต้มดื่มแก้ปวดเมื่อยได้ดี ส่วนคนที่มีปัญหาสมรรถภาพทางเพศก็ยังมีอีกหลายทางเลือก เช่น หมามุ่ย สูตรตำรับยาดอง ยาต้ม และยาแผนปัจจุบัน เป็นต้น

ยาอบสมุนไพร สูตรบำบัดสุขภาพฉบับภูมิปัญญาท้องถิ่น

ภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพแบบไทย ๆ เป็นเอกลักษณ์และไม่เป็นสองรองใคร หนึ่งในนั้นก็คือ ยาอบสมุนไพร ที่ใช้พืชสมุนไพรมารักษาอาการเจ็บป่วยได้หลายโรค

ประเทศไทยช่างโชคดีที่มีพืชสมุนไพรปลูกกันอยู่ทั่วประเทศ และได้มีการนำพืชเหล่านั้นมาพัฒนาหาวิธีดูแลสุขภาพและรักษาโรคแบบฉบับภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งก็ได้ผลดีจนน่าสนใจ อย่างเช่นการอบยาสมุนไพรที่นิตยสาร Happy+ หยิบมาแนะนำกันครั้งนี้

ยาอบ เป็นการใช้ไอน้ำและความร้อนพาตัวยาและน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรไปสัมผัสผิวหนัง แทรกซึมผ่านเยื่อบุเข้าสู่ร่างกายของคนไข้ และผ่านเข้าทางลมหายใจที่สูดเข้าไปด้วย ทำให้ตัวยาสามารถออกฤทธิ์ได้ทั่วร่างกายในเวลาอันรวดเร็ว ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เป็นการเยียวยาบำบัดอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ได้ผลดีกับคนที่มีอาการเกี่ยวกับจิตประสาทและระบบทางเดินหายใจ

การอบสมุนไพรในแต่ละชุมชนจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ทั้งชนิดของสมุนไพรวิธีการ และอุปกรณ์ที่ใช้กักไอน้ำร้อนไว้สำหรับการอบ ในแต่ละท้องถิ่นยิ่งเรียกยาอบในชื่อต่าง ๆ เช่น ยาอุ๊ป ยาฮม เป็นต้น

การอบสมุนไพรมีหลากหลายรูปแบบตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การต้มสมุนไพรอยู่ภายนอก แล้วต่อท่อเข้าไปยังห้องอบ การนำหม้อยาที่เดือดเข้าไปตั้งอยู่กับผู้ป่วยภายในกระโจมต้มอบ สุ่มไก่ หรือผ้าห่มผืนหนา ๆ การนำหม้อต้มยาที่ต้มจนเดือดดี แล้วตั้งไว้ได้แคร่ นำผ้าล้อมไว้ทั้งสี่ด้าน เพื่อให้ไอร้อนลอยขึ้นสัมผัสผู้ป่วยที่นอนห่อผ้าอยู่บนแคร่ หรือการนำสมุนไพรมาตำคั้นน้ำผสมกับน้ำเปล่าให้ได้ปริมาณ 1 กระป๋อง นำมาราดลงบนก้อนหินที่เผาจนร้อน เพื่อให้เกิดไอขึ้นภายในสุ่มไก่

การอบสมุนไพรโดยทั่วไป จะห้ามใช้สำหรับคนไข้ และห้ามคนป่วยกินของแสลงสำหรับโรคนั้น ๆ นอกจากนี้ ยังมีข้อห้ามสำหรับแต่ละโรคหรืออาการ เช่น

คนที่ฟกช้ำจากการตกต้นไม้ ควายชน หากมีบาดแผลห้ามอบ

แม่หลังคลอดห้ามกินของหมักดอง อาหารรสเผ็ด รสเค็ม เนื้อควายเผือก ปลาไหล กบ อึ่งอ่าง ชะอม ห้ามเดินข้ามหม้อต้มยา

อัมพฤกษ์อัมพาต แขนขาไม่มีแรง ห้ามกินหน่อไม้ เงาะ มะพร้าว อาหารหมักดอง ห้ามกินไก่ กินเนื้อ ห้ามกินปลาไหล ปลาซิว ปลาฝา ปลาหลาด ปลาเคิง ปลาเลิม เต่า

ริดสีดวง ห้ามกินอาหารหมักดอง หน่อไม้ ไก่ เป็ด ปลาไหล ปลาหลด เต่า

ถ้าเป็นผื่นคัน ลมพิษ ห้ามกินอาหารรสเผ็ด เค็ม อาหารหยาบย่อยยาก


วิธีการอบ

1. นำสมุนไพรมาล้างให้สะอาด มัดเป็นกำหรือย่อยขนาดตามสูตร

2. นำสมุนไพรลงต้มในน้ำจนเดือด

3. ให้ผู้ป่วยเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อเปิดรูขุมขนแล้วนั่งในกระโจมกับหม้อต้มที่เดือดแล้ว

4. ในรายที่ไม่เคยอบมาก่อน ให้อบครั้งละ 15 นาที จำนวน 3 รอบ ผู้ที่อบเป็นประจำ ให้อบครั้งละ 20 นาที จำนวน 2 รอบ

5. ระหว่างพักให้สังเกตอาการผู้ที่เข้าอบว่ามีอาการเวียนศีรษะ และหายใจไม่สะดวกหรือไม่ หากมีอาการดังกล่าวควรหยุดอบ ระหว่างพักให้ผู้ป่วยรับประทานน้ำอุ่น อาจผสมเกลือลงในน้ำเล็กน้อยเพื่อป้องกันการเสียเกลือแร่

ยาอบนั้นมีอยู่มากมายหลายตำรับ และใช้รักษาอาการได้หลากหลาย โดยตัวยาสมุนไพรหลัก ๆ คือ สมุนไพรที่มีกลิ่นหอม สมุนไพรรสเปรี้ยว สมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ คล้ายกับที่ใช้ในยาประคบ

สมุนไพรหลักสำคัญ ๆ ในตำรับยาอบได้แก่ ใบหนาด ใบเปล้า รองลงไปคือ ตะไคร้ ไพล มะกรูด และสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมพวกพืชตระกูลส้ม เช่น ส่องฟ้า มะกรูด ส้มโอ สมุนไพรที่มีรสเปรี้ยว เช่น ใบมะขาม ใบส้มป่อย และสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการต่าง ๆ เช่น ผักบุ้ง ดอกปีบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังใส่เกลือในปริมาณเล็กน้อยด้วย

ข้อควรระวังในการอบ ต้องระมัดระวังสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน อัมพาต เด็กหรือผู้สูงอายุ เพราะคนเหล่านี้มักมีความรู้สึกตอบสนองช้า สำหรับผู้ป่วยที่เป็นผู้วิกลจริตหรือลมบ้าหมูควรมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด หลังการอบสมุนไพรไม่ควรอาบน้ำทันที เพราะจะไปชะล้างตัวยาออกจากผิวหนัง และทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน และห้ามอบหากมีไข้ตัวร้อน

ตำรับยาอบแก้ปวดเมื่อย

ใช้ไพล ขมิ้นขัน ตะไคร้ ใบและผิวมะกรูด ใบหนาด ว่านน้ำ ใบส้มป่อย เหงือกปลาหมอชะลูด กระวาน เกสร 5 สมุลแว้ง พิมเสน การบูร

ตำรับยาแก้ปวดศีรษะ แก้ปวดในสมองเรียกว่าลมจมประสาท

ใช้ตะไคร้ 1 กอ ต้มให้เดือด แล้วเอากระดานปูบนปากหม้อ ให้ผู้ป่วยนั่งเข้ากระโจมบนนั้น

ตำรับยาอบสมุนไพรคลายเครียด

ใช้ใบเล็บครุฑ ลวกน้ำข้าวแล้วตากให้แหง หัวเปราะหอม ผลมะกรูดอ่อนแก่ ใบหนาด เปล้าใหญ่เปล้าเล็ก ขมิ้นขัน ขมิ้นอ้อย ไพล ว่านน้ำ ว่านหอมแดง ตะไคร้หอม เตยหอม นำยาทั้งหมดตากให้แห้ง เอามาต้มอบ ใส่พิมเสน การบูรเล็กน้อย

ตำรับยาอบแก้วิงเวียน หน้ามืด ปวดศีรษะ

ใช้ใบปีกไก่ตัวผู้สด ใบปีกไก่ตัวเมียสด ต้นกะเพราสด ต้นและใบตะไคร้สด อย่างละ 1 กำมือ หัวว่านไฟ 1 หัว ต้มอบ

ตำรับยาอบแก้วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย

ใช้ใบมะกรูด ใบมะนาว หัวและใบไพล เอา 3 อย่าง สดหรือแห้ง ถ้าสดโขลกกรองเอาน้ำใส่กะละมัง ผสมน้ำ 6-10 ลิตร

ตำรับยาอบแก้ผื่นคัน ลมพิษ คันทั้งตัว หายใจขัด

ใช้ต้นและใบเสลดพังพอนตัวผู้สด ต้นและใบเสลดพังพอนตัวเมียสด อย่างละ 1-2 กำมือ ใช้ยานี้ประมาณ 3 วันจึงหยุดยา อาจมีผลข้างเคียงคือ ไม่อยากกินข้าวกินน้ำ กินอาหารไม่มีรส

ตำรับยาอบเพื่อสุขภาพ

ใช้ยอดผักบุ้ง ใบมะกรูด ใบมะขาม ใบส้มป่อย ต้นตะไคร้ หัวไพล ใบพลับพลึง ใบหนาด การบูร ขมิ้นชัน

ยาอบสมุนไพร สูตรบำบัดสุขภาพฉบับภูมิปัญญาท้องถิ่น


ภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพแบบไทย ๆ เป็นเอกลักษณ์และไม่เป็นสองรองใคร หนึ่งในนั้นก็คือ ยาอบสมุนไพร ที่ใช้พืชสมุนไพรมารักษาอาการเจ็บป่วยได้หลายโรค

ประเทศไทยช่างโชคดีที่มีพืชสมุนไพรปลูกกันอยู่ทั่วประเทศ และได้มีการนำพืชเหล่านั้นมาพัฒนาหาวิธีดูแลสุขภาพและรักษาโรคแบบฉบับภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งก็ได้ผลดีจนน่าสนใจ อย่างเช่นการอบยาสมุนไพรที่นิตยสาร Happy+ หยิบมาแนะนำกันครั้งนี้

ยาอบ เป็นการใช้ไอน้ำและความร้อนพาตัวยาและน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรไปสัมผัสผิวหนัง แทรกซึมผ่านเยื่อบุเข้าสู่ร่างกายของคนไข้ และผ่านเข้าทางลมหายใจที่สูดเข้าไปด้วย ทำให้ตัวยาสามารถออกฤทธิ์ได้ทั่วร่างกายในเวลาอันรวดเร็ว ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เป็นการเยียวยาบำบัดอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ได้ผลดีกับคนที่มีอาการเกี่ยวกับจิตประสาทและระบบทางเดินหายใจ

การอบสมุนไพรในแต่ละชุมชนจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ทั้งชนิดของสมุนไพรวิธีการ และอุปกรณ์ที่ใช้กักไอน้ำร้อนไว้สำหรับการอบ ในแต่ละท้องถิ่นยิ่งเรียกยาอบในชื่อต่าง ๆ เช่น ยาอุ๊ป ยาฮม เป็นต้น

การอบสมุนไพรมีหลากหลายรูปแบบตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การต้มสมุนไพรอยู่ภายนอก แล้วต่อท่อเข้าไปยังห้องอบ การนำหม้อยาที่เดือดเข้าไปตั้งอยู่กับผู้ป่วยภายในกระโจมต้มอบ สุ่มไก่ หรือผ้าห่มผืนหนา ๆ การนำหม้อต้มยาที่ต้มจนเดือดดี แล้วตั้งไว้ได้แคร่ นำผ้าล้อมไว้ทั้งสี่ด้าน เพื่อให้ไอร้อนลอยขึ้นสัมผัสผู้ป่วยที่นอนห่อผ้าอยู่บนแคร่ หรือการนำสมุนไพรมาตำคั้นน้ำผสมกับน้ำเปล่าให้ได้ปริมาณ 1 กระป๋อง นำมาราดลงบนก้อนหินที่เผาจนร้อน เพื่อให้เกิดไอขึ้นภายในสุ่มไก่

การอบสมุนไพรโดยทั่วไป จะห้ามใช้สำหรับคนไข้ และห้ามคนป่วยกินของแสลงสำหรับโรคนั้น ๆ นอกจากนี้ ยังมีข้อห้ามสำหรับแต่ละโรคหรืออาการ เช่น

คนที่ฟกช้ำจากการตกต้นไม้ ควายชน หากมีบาดแผลห้ามอบ

แม่หลังคลอดห้ามกินของหมักดอง อาหารรสเผ็ด รสเค็ม เนื้อควายเผือก ปลาไหล กบ อึ่งอ่าง ชะอม ห้ามเดินข้ามหม้อต้มยา

อัมพฤกษ์อัมพาต แขนขาไม่มีแรง ห้ามกินหน่อไม้ เงาะ มะพร้าว อาหารหมักดอง ห้ามกินไก่ กินเนื้อ ห้ามกินปลาไหล ปลาซิว ปลาฝา ปลาหลาด ปลาเคิง ปลาเลิม เต่า

ริดสีดวง ห้ามกินอาหารหมักดอง หน่อไม้ ไก่ เป็ด ปลาไหล ปลาหลด เต่า

ถ้าเป็นผื่นคัน ลมพิษ ห้ามกินอาหารรสเผ็ด เค็ม อาหารหยาบย่อยยาก


วิธีการอบ

1. นำสมุนไพรมาล้างให้สะอาด มัดเป็นกำหรือย่อยขนาดตามสูตร

2. นำสมุนไพรลงต้มในน้ำจนเดือด

3. ให้ผู้ป่วยเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อเปิดรูขุมขนแล้วนั่งในกระโจมกับหม้อต้มที่เดือดแล้ว

4. ในรายที่ไม่เคยอบมาก่อน ให้อบครั้งละ 15 นาที จำนวน 3 รอบ ผู้ที่อบเป็นประจำ ให้อบครั้งละ 20 นาที จำนวน 2 รอบ

5. ระหว่างพักให้สังเกตอาการผู้ที่เข้าอบว่ามีอาการเวียนศีรษะ และหายใจไม่สะดวกหรือไม่ หากมีอาการดังกล่าวควรหยุดอบ ระหว่างพักให้ผู้ป่วยรับประทานน้ำอุ่น อาจผสมเกลือลงในน้ำเล็กน้อยเพื่อป้องกันการเสียเกลือแร่

ยาอบนั้นมีอยู่มากมายหลายตำรับ และใช้รักษาอาการได้หลากหลาย โดยตัวยาสมุนไพรหลัก ๆ คือ สมุนไพรที่มีกลิ่นหอม สมุนไพรรสเปรี้ยว สมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ คล้ายกับที่ใช้ในยาประคบ

สมุนไพรหลักสำคัญ ๆ ในตำรับยาอบได้แก่ ใบหนาด ใบเปล้า รองลงไปคือ ตะไคร้ ไพล มะกรูด และสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมพวกพืชตระกูลส้ม เช่น ส่องฟ้า มะกรูด ส้มโอ สมุนไพรที่มีรสเปรี้ยว เช่น ใบมะขาม ใบส้มป่อย และสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการต่าง ๆ เช่น ผักบุ้ง ดอกปีบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังใส่เกลือในปริมาณเล็กน้อยด้วย

ข้อควรระวังในการอบ ต้องระมัดระวังสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน อัมพาต เด็กหรือผู้สูงอายุ เพราะคนเหล่านี้มักมีความรู้สึกตอบสนองช้า สำหรับผู้ป่วยที่เป็นผู้วิกลจริตหรือลมบ้าหมูควรมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด หลังการอบสมุนไพรไม่ควรอาบน้ำทันที เพราะจะไปชะล้างตัวยาออกจากผิวหนัง และทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน และห้ามอบหากมีไข้ตัวร้อน

ตำรับยาอบแก้ปวดเมื่อย

ใช้ไพล ขมิ้นขัน ตะไคร้ ใบและผิวมะกรูด ใบหนาด ว่านน้ำ ใบส้มป่อย เหงือกปลาหมอชะลูด กระวาน เกสร 5 สมุลแว้ง พิมเสน การบูร

ตำรับยาแก้ปวดศีรษะ แก้ปวดในสมองเรียกว่าลมจมประสาท

ใช้ตะไคร้ 1 กอ ต้มให้เดือด แล้วเอากระดานปูบนปากหม้อ ให้ผู้ป่วยนั่งเข้ากระโจมบนนั้น

ตำรับยาอบสมุนไพรคลายเครียด

ใช้ใบเล็บครุฑ ลวกน้ำข้าวแล้วตากให้แหง หัวเปราะหอม ผลมะกรูดอ่อนแก่ ใบหนาด เปล้าใหญ่เปล้าเล็ก ขมิ้นขัน ขมิ้นอ้อย ไพล ว่านน้ำ ว่านหอมแดง ตะไคร้หอม เตยหอม นำยาทั้งหมดตากให้แห้ง เอามาต้มอบ ใส่พิมเสน การบูรเล็กน้อย

ตำรับยาอบแก้วิงเวียน หน้ามืด ปวดศีรษะ

ใช้ใบปีกไก่ตัวผู้สด ใบปีกไก่ตัวเมียสด ต้นกะเพราสด ต้นและใบตะไคร้สด อย่างละ 1 กำมือ หัวว่านไฟ 1 หัว ต้มอบ

ตำรับยาอบแก้วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย

ใช้ใบมะกรูด ใบมะนาว หัวและใบไพล เอา 3 อย่าง สดหรือแห้ง ถ้าสดโขลกกรองเอาน้ำใส่กะละมัง ผสมน้ำ 6-10 ลิตร

ตำรับยาอบแก้ผื่นคัน ลมพิษ คันทั้งตัว หายใจขัด

ใช้ต้นและใบเสลดพังพอนตัวผู้สด ต้นและใบเสลดพังพอนตัวเมียสด อย่างละ 1-2 กำมือ ใช้ยานี้ประมาณ 3 วันจึงหยุดยา อาจมีผลข้างเคียงคือ ไม่อยากกินข้าวกินน้ำ กินอาหารไม่มีรส

ตำรับยาอบเพื่อสุขภาพ

ใช้ยอดผักบุ้ง ใบมะกรูด ใบมะขาม ใบส้มป่อย ต้นตะไคร้ หัวไพล ใบพลับพลึง ใบหนาด การบูร ขมิ้นชัน

พรมมิ สมุนไพรบำรุงความจำ…จากตลิ่ง สู่ตลาด


พรมมิ สมุนไพรไทยที่ขึ้นตามริมตลิ่ง มองผ่าน ๆ อาจดูเหมือนไร้ค่า แต่ใครจะรู้ว่าสรรพคุณของพรมมิช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ได้ไม่แพ้สมุนไพรเมืองนอกเลย

ฟังชื่ออ่านไม่ค่อยคุ้นหูว่า “พรมมิ” เป็นสมุนไพรอะไร มีรูปร่างเป็นแบบไหน เพิ่งจะมาได้รู้จักกันชัด ๆ หลังมีข่าวนักวิจัยไทยได้ทำการศึกษาจนค้นพบว่า สมุนไพร “พรมมิ” นี่ล่ะช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อมได้ไม่แพ้ใบแปะก๊วยหรือโสมชั้นดีจากเกาหลี นิตยสารหมอชาวบ้าน เลยชวนทุกคนไปเจาะลึกสมุนไพรไทยชนิดนี้ให้ละเอียดขึ้น

ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น อัตราส่วนของคนสูงอายุกับคนหนุ่มสาวก็เพิ่มขึ้น โรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทและความทรงจำ เช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นโรคเรื้อรังและเป็นสาเหตุให้คุณภาพชีวิตของประชากรสูอายุน้อยลง ยาหรือสมุนไพรที่จะสามารถนำมารักษาหรือบรรเทาอาการโรคที่เกิดจากการเสื่อมนี้ จึงมีความสำคัญทั้งทางด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ

สมุนไพรที่มีศักยภาพในการนำมาใช้เพื่อบำรุงสมอง บำรุงความจำ ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด ได้แก่ แปะก๊วย (gingko) และโสม ซึ่งเป็นพืชที่ไม่สามารถปลูกได้ในประเทศไทย แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักวิจัยจากคณะมหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมมือกันศึกษาพืชสมุนไพรไทยที่ขึ้นริมตลิ่ง และไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายนัก จนสามารถพิสูจน์ได้ถึงคุณประโยชน์ในการใช้บำรุงความจำ โดยศึกษาทั้งองค์ประกอบทางเคมี ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองพิษวิทยา จนมาถึงการศึกษาในมนุษย์

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

“พรมมิ” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bacopa monnieri Wettst อยู่ในวงศ์ Scrophularlaceae เป็นพืชล้มลุก ลำต้นทอดนอนแผ่ไปตามพื้น มีความยาว 10-40 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านมาก มีรากออกตามข้อใบเดี่ยว ออกตรงข้าม ไม่มีก้านใบ ใบอวบน้ำ เป็นรูปซ้อนหรือรูปไข่กลับ ขอบใบเรียบหรือหยักเล็กน้อยปลายใบมน กว้าง 1-5 มิลลิเมตร ยาว 6-20 มิลลิเมตร ดอกเดี่ยว ออกจากซอกใบ

ก้านดอกยาว 6-25 มิลลิเมตร เรียบ กลีบดอกติดกัน เป็นทรงระฆัง รูปปากเปิด หยักเป็น 5 กลีบ ยาว 8-10 มิลลิเมตร สีขาวหรือม่วงอ่อน กลีบเป็นรูปขอบขนานแกมไข่กลับ ปลายมนหรือเว้าตื้น เกสรตัวผู้ 4 อัน น 2 ยาว 2 อยู่บนกลีบดอก ผลแห้งแตกได้ รูปไข่ ขนาด 5 x 3 มิลลิเมตรโดยประมาณ

สรรพคุณทางอายุรเวทและการแพทย์แผนไทย

พรมมิ เป็นสมุนไพรที่เป็นทั้งอาหารและยา ในบางท้องถิ่นเรียกพรมมิว่า “ผักมิ” ใช้เป็นผัก ลวกจิ้มน้ำพริกได้

ในตำราอายุรเวทของอินเดียระบุว่า พรมมิช่วยเพิ่มความจำ บำรุงสมอง รวมทั้งมีสรรพคุณทางยาอื่น ๆ อีกมากมาย จนได้ชื่อว่า พรมมิ หรือ Brahmi ซึ่งมีความหมายถึงพระพรหม ผู้ให้กำเนิดโลก และสรรพสิ่ง

สำหรับในประเทศไทย มีหลักฐานการใช้พรมมิเป็นยาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยมีการกล่าวถึงพรมมิในตำราโอสถพระนารายณ์ จนมาถึงในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้ปรากฏหลักฐานการใช้พรมมิในตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ระบุว่า พรมมิ มีรสหวาน แก้ไขสวิงสวาย (อาการที่เป็นลม ทำให้หน้ามืด ตาลาย ใจหวิว หรือกระสับกระส่าย) แก้หืด ไอ กินแก้ริดสีดวง กินเจริญปัญญา และมีการใช้เป็นตัวยาในตำรับต่าง ๆ เช่น เข้ายาเขียวมหาพรหม สำหรับแก้โลหิตพิการ ซึ่งทำให้พิษร้อนทั่วสรรพางค์กาย เข้ายาแก้ซางแห้งในเด็ก เข้ายาแก้ลมที่ทำให้ท้องขึ้น เข้ายาเขียวประทานพิษ แก้โรคลม

องค์ประกอบทางเคมี

สารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพรมมิคือสารกลุ่ม saponinglyclosides ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ jujubogenin glycosides เช่น bacoside A3 และ becopaside X และ pseudojujubogenin glycosides เช่น bacopaside L II และ becopasaponin C ส่วนของพรมมิที่มีสารเหล่านี้สูงได้แก่ส่วนยอดใบ

นอกจากนี้ ยังพบสารฟลาโวนอยด์ ได้แก่ apigenin และ luteolin ในพรมมิด้วย เพื่อศึกษาพัฒนาพรมมิให้อยู่ในรูปแบบเป็นมาตรฐาน และสะดวกต่อการใช้ คณะผู้วิจัยได้พัฒนาวิธีการสกัด และการควบคุมคุณภาพ ของสารสกัดพรมมิ ได้สารสกัดที่มีมาตรฐานและมีความคงตัวดี และนำไปศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา รวมทั้งพัฒนาเป็นยาเม็ดเพื่อทำการวิจัยทางคลินิกต่อไป ทธิ์ทางเภสัชวิทยา

ผลของพรมมิต่อการเรียนรู้และความจำ

ในการศึกษาผลของสารสกัดพรมมิต่อการเรียนรู้และการป้องกันเซลล์ประสาทของหนู พบว่าเมื่อให้สารสกัดพรมมิขนาด 20, 40 และ 80 มก./ น้ำหนักหนู 1 กก. เป็นเวลา 14 วัน หนูมีการเรียนรู้ และความจำดีขึ้น

นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยยังได้ศึกษาผลของสารสกัดพรมมิในสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดสภาวะความจำบกพร่องด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น กรณีที่สมองขาดเลือด หรือได้รับสารพิษ พบว่าหนูที่ได้รับพรมมิทุกขนาดที่กล่าวมา ก่อนที่สมองถูกทำลายเป็นเวลา 14 วัน จะมีความจำและความสามารถในการเรียนรู้ดีกว่า หนูที่ไม่ได้รับพรมมิ โดยพรมมิมีผลปกป้องเซลล์ประสาทในสมอง และทำให้สารสื่อประสาทถูกทำลายน้อยลง

ผลการทดลองในสัตว์ทดลองนี้สอดคล้องกับการศึกษาสารสกัดพรหมมิต่อการป้องกันเซลล์ประสาทจากอันตรายที่เกิดจาก beta amyfoid ในเซลล์สมองหนูเพาะเลี้ยง ซึ่งพบว่าสารสกัดพรมมิมีฤทธิ์ป้องกันเซลล์ประสาทได้กลไกของสารสกัดพรมมิต่อการเรียนรู้และความจำ คือการลดไลปิเปอร์รอกซิเดชัน และต้านการทำงานของอะเซติลโคลีนแอสเตอเรส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำลายสารสื่อประสาทอะเซติลโคลีน

เมื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของสารสกัดพรมมิกับสารสกัดจากใบแปะก๊วย และยา donepezil ซึ่งเป็นยาต้านอัลไซเมอร์ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้และความจำของหนูที่แก่ตามธรรมชาติ ผลการทดลองหลังจาก้อนสารสกัดหรือยาติดต่อกันนาน 3 เดือน พบว่า หนูแก่ที่ได้รับสารสกัดพรมมิ (40 มก./กก.) มีการเรียนรู้และความจำเกี่ยวกับสถานที่ และความสามารถในการจดจำสิ่งของได้ดีพอ ๆ กับหนูแก่ที่ได้รับสารสกัดจากใบแปะก๊วย (60 มก./กก.) หรือที่ได้รับยา donepezil (1 มก./กก.) และดีกว่าหนูแก่กลุ่มควบคุมที่ได้รับเฉพาะน้ำกลั่นอย่างมีนัยสำคัญ

ผลของพรมมิต่อระบบหัวใจหลอดเลือด

เมื่อให้สารสกัดพรมมิ (40 มก./กก.) หรือสารสกัดแปะก๊วย (60 มก./กก.) ทางปากในหนูแรทเป็นเวลานานติดต่อกัน 2 เดือน พบว่าทั้งสารสกัดพรมมิ และสารสกัดแปะก๊วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตบริเวณหลอดเลือดแดงบนเยื่อหุ้มสมอง โดยมีประสิทธิภาพเท่า ๆ กัน และสารสกัดพรมมิไม่มีผลทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นหัวใจของหนูแรทเปลี่ยนแปลงไป

การศึกษาทางพิษวิทยา

ไม่พบความเป็นพิษของพรมมิในการศึกษาพิษวิทยา ทั้งพิษเฉียบพลัน กึ่งเรื้อรัง และเรื้อรัง ซึ่งศึกษาการให้พรมมิในขนาดสูงในหนูขาวเป็นระยะเวลา 9 เดือน

การศึกษาอันตรากิริยาต่อยาของพรมมิ

การศึกษาผลของสารสกัดพรมมิต่อการทำงานของเอนไซม์ไชโตโครม P450 (CYP) จากตับหนูและจากมนุษย์ในหลอดทดลองพบว่า สารสกัดพรมมิมีผลต่ำในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ CYP1A2, CYP2C, CYP2E1 และ CYP3A จึงประเมินได้ว่ามีโอกาสน้อยที่สารสกัดพรมมิในขนาดปกติจะก่อให้เกิดอันตรกิริยากับยาแผนปัจจุบันที่อาศัยเอนไซม์ดังกล่าวในการเปลี่ยนแปลงเพื่อการขจัดออกจากร่างกาย อย่างไรก็ตามยังต้องศึกษาเรื่องดังกล่าวต่อไปในระดับลึก

การศึกษาทางคลินิก

กลุ่มคณะนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ศึกษาผลของพรมมิในอาสาสมัครวัยกลางคนและสูงอายุ (อายุมากกว่า 55 ปี) จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้ยาหลอก และได้สารสกัดพรมมิขนาด 300 และ 600 มก.ต่อวัน พบว่า…

เมื่ออาสาสมัครได้รับสารสกัดพรมมิเป็นเวลา 2 เดือนขึ้นไป ประสิทธิภาพการทรงตัวจะเพิ่มขึ้นมีการตื่นตัวต่อสิ่งเร้าและมีสมาธิมากขึ้น มีความสามารถในการเรียนรู้และความจำเพิ่มขึ้น โดยมีแนวโน้มว่าสารสกัดพรมมิจะออกฤทธิ์โดยการเพิ่มระดับสารสื่อประสาทอะเซติลโคลีนและลดระดับ oxidative stress

นอกจากนี้จากการศึกษายังไม่พบอาการพิษ และภาวะข้างเคียงใด ๆ ในอาสาสมัคร

สรุป

พรมมิ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้สืบเนื่องกันเป็นเวลานาน ทั้งในด้านอาหารและยา คณะผู้วิจัยไทยสามารถวิจัยและพัฒนาสารสกัดมาตรฐานพรมมิอย่างครบวงจรทั้งด้านเคมี เภสัชวิทยา พิษวิทยา พบว่าสารสกัดพรมมิมีประสิทธิภาพในการบำรุงความในอาสาสมัครายุมากกว่า 55 ปีโดยไม่พบผลข้างเคียงใด ๆ

งานวิจัยนี้ ได้ถูกถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังองค์การเภสัชกรรม และทางองค์การเภสัชกรรมได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพรมมิ GPO และจัดจำหน่ายตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2557

หลายคนถามว่าควรกินผักพรมมิเท่าไร จึงเท่ากับกินสารสกัดพรมมิ 1 เม็ด ตอบได้ว่าควรกินประมาณ 30 กรัมต่อวัน ซึ่งเท่ากับพรมมิประมาณ 50 ยอด หรือ 1 จาน

สำหรับการเพาะปลูกนั้น พรมมิเป็นพืชที่ปลูกง่าย แค่ตัดมาปักบนดินก็ขึ้นแล้ว เหมาะกับดินทุกประเภท โดยเฉพาะดินที่ค่อนข้างเหนียว พรมมิต้องการแสงแดด และต้องการน้ำ ควรปล่อยให้น้ำท่วมดินที่ปลูกอยู่ตลอดเวลา

ป๊าด ชาวบ้านผวาเจอศพในน้ำ ตำรวจรุดตรวจสอบ พอดูดี ๆ แทบทรุด

ชาวบ้านผวาเจอศพอยู่ในกล่องลอยน้ำ ตำรวจรุดตรวจสอบ เร่งกู้ศพขึ้นจากน้ำ พอดูดี ๆ แทบทรุด โอย…ใครนะช่างนำมาทิ้งได้

วันที่ 24 เมษายน 2560 สำนักข่าว China Xinhua News มีรายงานเหตุที่สร้างความแตกตื่นหนักมากให้แก่ชาวบ้านในตำบลหลงสือ เขตต้าจู่ นครฉงชิ่ง ประเทศจีน ภายหลังจากมีคนออกไปจับกุ้งในแม่น้ำ แต่แล้วกลับพบกล่องกระดาษลอยอยู่ แถมภายในยังมีหัวของผู้หญิงที่ได้รับความเสียหายรุนแรง โผล่ออกมาด้วย

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเรื่อง ก็รีบรุดเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุในทันที พร้อมประสานทีมงานเตรียมเก็บกู้ศพขึ้นจากน้ำ แต่แล้วเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบดูศพภายในกล่องก็ต้องอยู่ในสภาวะที่ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เพราะสิ่งที่อยู่ภายในนั้นไม่ใช่ศพ แต่เป็นตุ๊กตายางต่างหาก !!

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ก็ได้แต่นำเอาต้นเหตุความแตกตื่นนี้ออกไป พร้อมเตือนชาวบ้านว่าก่อนนำตุ๊กตายางมาทิ้ง ควรตัดให้เป็นชิ้น ๆ ก่อนหรือไม่ก็ขยำให้เป็นก้อน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดใหญ่โตเช่นนี้อีก

พ่อเด็กแฝด แจง ตลอด 7 ปี ติดต่อขอลูกคืนตลอด ฝ่ายยายเองที่ยื้อไม่ยอมให้ !?


ดราม่าคลิปฉุดกระชากสองเด็กแฝด ฝั่งพ่อเด็กขอพื้นที่โซเชียล ชี้แจง หลังโดนกระแสสังคมโจมตีหนัก เรื่องหายไป 7 ปี ยันไม่จริง เพราะตลอด 7 ปี ติดต่อขอลูกคืนมาตลอด แต่เป็นฝั่งยายเองที่ขอยื้อ ไม่ยอมยกหลานให้ วอนสังคมเห็นใจ พ่อก็รักลูกเหมือนกัน

จากกรณีโลกออนไลน์แชร์เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเป็นคลิปฉุดกระชากสองเด็กแฝด ออกไปจากผู้เป็นยาย โดยระบุว่า ยายเป็นคนเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่เกิด หลังแม่เด็กเสียชีวิตไป ซึ่งตลอด 7 ปี พ่อของเด็กมาเยี่ยมแค่ครั้งสองครั้ง และต่อมาพ่อเด็กและภรรยาใหม่ได้พาตำรวจและทนายมารับตัวเด็กแฝดทั้งสองคนเข้ากรุงเทพฯ แต่กลับพบกับพฤติกรรมของภรรยาใหม่มีอารมณ์ฉุนเฉียว พยายามกระชากสองเด็กหญิงไป ทำให้เด็กทั้งสองคนร้องไห้ตามที่ปรากฏในคลิป ซึ่งทางป้าของเด็กอยากให้เจ้าหน้าที่ช่วยเช็กประวัติและความพร้อมของพ่อและว่าที่แม่เลี้ยงของเด็กด้วย ตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น (อ่านข่าว : เปิดใจป้าเด็กแฝด วอนเช็กประวัติแม่เลี้ยง หวั่นหลานถูกขายต่อ-ใช้แรงงาน)

ล่าสุด (24 เมษายน 2560) มีรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก แหม่มโพธิ์ดำ ได้โพสต์ข้อความคำชี้แจงของทางฝั่งพ่อเด็กแฝด หลังได้รับการติดต่อจากฝั่งพ่อเด็กที่อยากให้ทางเพจเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องความเป็นธรรม จากกรณีที่พ่อเด็กถูกกระแสสังคมโจมตีอย่างหนัก เรื่องการที่พ่อเด็กหายไป 7 ปี โดยระบุว่า เรื่องดังกล่าวพ่อเด็กยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะตั้งแต่แม่เด็กเสียชีวิต พ่อพยายามขอลูกมาเลี้ยงเองตลอด แต่เป็นทางยายของเด็กเองที่ไม่ยอม เพราะรักหลานสองคนนี้มาก ตนให้เวลาทำใจ 7 ปีแล้ว แต่ยายของเด็กก็มาขอเวลาเพิ่มอีก 7 เดือน บอกให้เด็กเรียนจบ ป.1 ก่อน พอทางพ่อตกลง และตอนนี้ก็ถึงกำหนดครบ 7 เดือน พ่อเด็กก็มารับตัวลูกทั้งสอง แต่กลายเป็นว่ายายเองก็ยังไม่อยากให้เด็กไป ส่วนเด็กก็ร้องไห้ไม่ยอมไปอยู่ด้วย ทั้งนี้อยากให้สังคมเห็นใจด้วย เพราะพ่อก็รักลูกเหมือนกัน

เปิดภาพช็อก แม่อุ้มศพลูกขึ้นรถบัส ทำคนแตกตื่นทั้งคัน อ้างไม่รู้ว่าลูกตายแล้ว


เปิดภาพช็อก แม่อุ้มศพลูกขึ้นรถบัส ทำคนแตกตื่นทั้งคัน อ้างไม่รู้ว่าลูกตายแล้ว หลักฐานพบเด็กถูกทำร้ายอย่างทารุณ สมองบาดเจ็บ-ซี่โครงหัก ชี้เป็นเหยื่อความรุนแรงในบ้าน

วันที่ 20 เมษายน 2560 เว็บไซต์มิเรอร์ ได้เปิดเผยภาพชวนตระหนก เมื่อกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพของแม่รายหนึ่งที่อุ้มร่างไร้วิญญาณของลูกขึ้นรถบัสในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยที่คนรักของเธอยังยกนิ้วให้แทนสัญญาณอวยพรให้โชคดี ก่อนจะเกิดความแตกตื่นขึ้นภายในรถบัสเมื่อผู้โดยสารคนอื่นรับรู้ถึงความผิดปกติของเด็ก

สำหรับเหตุการณ์ในคลิปดังกล่าว เกิดขึ้นตอนเช้าวันที่ 28 กันยายน 2559 เมื่อ โรซาลีน เบเกอร์ วัย 25 ปี ได้อุ้มลูกน้อยขึ้นรถบัสสาย 25 แต่ไม่นานนักเธอก็ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้โดยสารที่นั่งอยู่ติดกัน ชี้ให้เห็นว่าลูกสาววัย 1 ขวบ 4 เดือน ไม่หายใจแล้ว ทำให้คนบนรถต่างแตกตื่นและพยายามหาทางช่วยเหลือเด็ก ซึ่งตรงข้ามกับตัวแม่เด็กที่กลับดูนิ่งสงบ และยังคงใช้มือถือส่งข้อความหาญาติอย่างใจเย็น
ด้าน แอนโธนี่ สเตดแมน เจ้าหน้าที่พยาบาลซึ่งถูกเรียกไปยังที่เกิดเหตุ ชี้ว่า ตลอดชีวิตการทำงานเขาไม่เคยเห็นพ่อแม่คนใดมีปฏิกิริยาต่อลูกที่ตายแล้ว หรือใกล้ตาย เหมือนที่โรซาลีนแสดงออกเลย เธอไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ราวไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาคิดว่าเธอดูใจเย็นมาก และในช่วงเวลากว่า 40 นาทีที่แพทย์พยายามยื้อชีวิตเด็กน้อยสุดกำลัง เธอก็เอาแต่ก้มหน้าส่งข้อความผ่านมือถือ ไม่เคยถามว่าลูกเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างไรก็ตามการตายของเด็กน้อยดูผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด โดยมีร่องรอยบาดเจ็บที่กะโหลกศีรษะและสมอง แขนถูกดึงและบิด ข้อมือหัก แถมยังซี่โครงหักเป็นท่อน ๆ ทำให้แพทย์เชื่อว่าเด็กน่าจะเป็นเหยื่อของความรุนแรง ผู้เชี่ยวชาญยังลงความเห็นว่าเด็กน่าจะเสียชีวิตมาแล้วหลายชั่วโมงก่อนมาถึงโรงพยาบาล หลังจากนั้นไม่นาน โรซาลีน กับ เจฟฟรีย์ วิลท์แชร์ วัย 52 ปี ก็ถูกตำรวจจับกุม

ภายหลังถูกจับกุม ทั้งคู่ยังคงปฏิเสธไม่มีส่วนรู้เห็นในการตายของลูก ขณะที่โรซาลีนโทษว่าคนรักของเธอคือคนที่ใช้ความรุนแรงกับเด็ก ชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมาเธอถูกเขาทำร้ายร่างกายและข่มขู่หลายครั้ง แม้แต่ตอนที่เธอท้องก็ยังถูกทำร้ายจนคลอดลูกก่อนกำหนด จากนั้นคนรักของเธอก็ไม่เคยโผล่มาดูลูกที่โรงพยาบาลเลย

โรซาลีน อ้างว่าเธอมักจะเห็นลูกร้องไห้หลังจากที่เธอกลับมาจากไปซื้อของนอกบ้าน โดยทิ้งให้เขาอยู่กับพ่อในห้องเช่าเล็ก ๆ ตามลำพัง ในวันที่เกิดเหตุเธอก็ไม่ได้สังเกตความผิดปกติใด ๆ ของลูก ยกเว้นรอยแถวตา

อย่างไรก็ตามต่อมาเธอกลับอ้างว่า ในเช้าวันที่เกิดเหตุเธอพบว่าหน้ากับมือของลูกเย็นจัด เธอสงสัยว่าเจฟฟรีย์จะทำอะไรลูก แต่เขาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำอะไรเลย แถมยังจับลูกไปเปลี่ยนผ้าอ้อมแล้วนำเด็กมาให้เธอ

ขณะที่เจฟฟรีย์ยังคงยืนกราน ไม่รู้ไม่เห็น ไม่ได้ทำอะไร คิดว่าเด็กเพียงมีปัญหาเรื่องการหายใจเท่านั้น และเขายืนยันว่าไม่เคยใช้ความรุนแรงกับลูก ๆ คนใด ทั้งที่เกิดจากแฟนเก่าทั้งหลายและเด็กคนนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กตายแล้วจนกระทั่งถูกจับ

การพิจารณาคดีในชั้นศาลผ่านมาเนิ่นนาน กระทั่งในเดือนเมษายนนี้ คณะลูกขุนจึงได้ร่วมกันตัดสินคดีของทั้งคู่ โดยผลปรากฏว่าโรซาลีนกับเจฟฟรีย์ไม่มีความผิดในฐานฆาตกรรมลูกน้อย แต่พวกเขาจะมีความผิดในฐานเป็นสาเหตุหรือปล่อยให้ลูกถึงแก่ความตาย ซึ่งผู้พิพากษาจะมีการตัดสินโทษของทั้งคู่ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้

คิม จอง อึน ยิ้มร่าขณะเยือนฟาร์มหมูของกองทัพ ในขณะที่ประชาชนทนหิวโหย

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ตรวจเยี่ยมฟาร์มหมูของกองทัพด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พอใจกับผลผลิตหมูที่อ้วนพีทุกตัว ในขณะที่ประชากรทั่วประเทศอดอยาก แทบจะล้มตายจากความหิวโหย

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2560 เว็บไซต์เดลี่เมล รายงานว่า สำนักข่าวของรัฐบาลเกาหลีเหนือได้เผยแพร่ภาพชุดใหม่ของท่านผู้นำสูงสุด คิม จอง อึน ขณะเดินทางตรวจเยี่ยมฟาร์มหมูของกองทัพที่ตั้งอยู่ในเมืองแทชอน มณฑลพยองอันเหนือ ทางตะวันออกของประเทศ
ในภาพชุดดังกล่าวเผยให้เห็นว่าท่านผู้นำกำลังเดินเยี่ยมชมฟาร์มหมูอย่างตั้งใจ ตั้งแต่บริเวณโรงเลี้ยง โรงเชือด ห้องแช่แข็งที่เก็บหมู ไปจนถึงบริเวณห้องแปรรูปเนื้อหมูเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารหลายนายคอยเดินติดตาม หมูทุกตัวในฟาร์มแห่งนี้อ้วนท้วนสมบูรณ์ดีมาก เป็นการบ่งบอกว่าได้รับการดูแลให้อาหารเป็นอย่างดี ซึ่งมันทำให้นายคิม จอง อึนประทับใจมาก จะเห็นได้ว่าเขายิ้มอย่างยินดีตลอดการเยือนฟาร์มในครั้งนี้

ถึงแม้ว่าฟาร์มหมูแห่งนี้จะมีผลผลิตที่น่าพอใจอย่างมาก แต่มันก็ไม่ได้สะท้อนภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวเกาหลีเหนือ องค์กรสหประชาชาติระบุว่าประชากรจำนวนกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศอยู่ในภาวะอดอยากหิวโหย ยังชีพอยู่ได้ด้วยอาหารน้อยนิดที่ได้แบ่งสรรปันส่วนจากรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ในแต่ละวัน อาหารที่ได้คือเมล็ดข้าวโพด ข้าวสาร หรือบางครั้งเป็นเนื้อ ซึ่งมีปริมาณเพียงแค่ 650 กรัมเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภาพชุดดังกล่าวถ่ายขึ้นตั้งแต่เมื่อใด

เมล็ดมะขาม เสริมภูมิต้านทาน ยับยั้งเซลล์มะเร็ง

ผลวิจัย ชี้ เมล็ดมะขาม มีประโยชน์มาก ช่วยเสริมภูมิต้านทานต่อสู้กับเชื้อไวรัส และยังยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ด้วย ยืนยัน ไม่มีพิษต่อร่างกาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9 “การนวดไทย มรดกไทยสู่มรดกโลก” ที่อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 6 กันยายน รศ.พร้อมจิต ศรลัมภ์ อาจารย์ประจำสำนักงานข้อมูลสุมนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหดิล ได้แถลงข่าว “รวมพลคนต้านมะเร็งจากสหวิชาชีพ” เกี่ยวกับผลวิจัยเรื่องเมล็ดมะขาม ที่พบว่า มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ที่สำคัญยังสามารถยับยั้งการเกิดเซลล์เนื้องอกมะเร็งได้

โดย รศ.พร้อมจิต กล่าวว่า ในงานวิจัยของต่างประเทศหลายชิ้นที่ได้วิจัยเกี่ยวกับเมล็ดมะขาม พบว่า ในเนื้อเมล็ดมะขามมีไขมันและโพลีแซคคาไลด์ ซึ่งโพลีแซคคาไลด์นี้มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยมันจะไปกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายสูงขึ้น เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะเชื้อไวรัส
นอกจากนี้ สารโพลีแซคคาไลด์ ยังเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ไม่ก่อให้เกิดโรคเบาหวานเหมือนน้ำตาลโมเลกุลคู่อย่างกลูโคส โดยจากการทดลองพบว่า เมล็ดมะขามสามารถรักษาภาวะเบาหวานของหนูทดลองได้ ส่วนเปลือกเมล็ดมะขามที่มีสีน้ำตาล มีสารแทนนินที่ไม่ละลายน้ำเป็นส่วนประกอบถึงร้อยละ 35 สามารถนำมาพัฒนาเป็นยารักษาโรคได้

ส่วนเรื่องความเป็นพิษต่อร่างกายนั้น รศ.พร้อมจิต เปิดเผยว่า ในงานวิจัยของต่างประเทศเคยทดสอบ เพื่อหาว่าเมล็ดมะขามมีพิษต่อร่างกายหรือไม่ ซึ่งได้ทดสอบทั้งพิษแบบเฉียบพลัน และพิษระยะยาว 3-4 เดือน แต่ก็ไม่พบว่าเมล็ดมะขามทำให้เกิดพิษในร่างกาย ดังนั้น จึงสามารถทานเมล็ดมะขามได้เหมือนอาหารอย่างหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล ยังย้ำว่า ควรทานอาหารอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายด้วย ไม่ใช่ทานเมล็ดมะขามเพื่อป้องกันมะเร็งเพียงอย่างเดียว