พ่อเด็กแฝด แจง ตลอด 7 ปี ติดต่อขอลูกคืนตลอด ฝ่ายยายเองที่ยื้อไม่ยอมให้ !?


ดราม่าคลิปฉุดกระชากสองเด็กแฝด ฝั่งพ่อเด็กขอพื้นที่โซเชียล ชี้แจง หลังโดนกระแสสังคมโจมตีหนัก เรื่องหายไป 7 ปี ยันไม่จริง เพราะตลอด 7 ปี ติดต่อขอลูกคืนมาตลอด แต่เป็นฝั่งยายเองที่ขอยื้อ ไม่ยอมยกหลานให้ วอนสังคมเห็นใจ พ่อก็รักลูกเหมือนกัน

จากกรณีโลกออนไลน์แชร์เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเป็นคลิปฉุดกระชากสองเด็กแฝด ออกไปจากผู้เป็นยาย โดยระบุว่า ยายเป็นคนเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่เกิด หลังแม่เด็กเสียชีวิตไป ซึ่งตลอด 7 ปี พ่อของเด็กมาเยี่ยมแค่ครั้งสองครั้ง และต่อมาพ่อเด็กและภรรยาใหม่ได้พาตำรวจและทนายมารับตัวเด็กแฝดทั้งสองคนเข้ากรุงเทพฯ แต่กลับพบกับพฤติกรรมของภรรยาใหม่มีอารมณ์ฉุนเฉียว พยายามกระชากสองเด็กหญิงไป ทำให้เด็กทั้งสองคนร้องไห้ตามที่ปรากฏในคลิป ซึ่งทางป้าของเด็กอยากให้เจ้าหน้าที่ช่วยเช็กประวัติและความพร้อมของพ่อและว่าที่แม่เลี้ยงของเด็กด้วย ตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น (อ่านข่าว : เปิดใจป้าเด็กแฝด วอนเช็กประวัติแม่เลี้ยง หวั่นหลานถูกขายต่อ-ใช้แรงงาน)

ล่าสุด (24 เมษายน 2560) มีรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก แหม่มโพธิ์ดำ ได้โพสต์ข้อความคำชี้แจงของทางฝั่งพ่อเด็กแฝด หลังได้รับการติดต่อจากฝั่งพ่อเด็กที่อยากให้ทางเพจเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องความเป็นธรรม จากกรณีที่พ่อเด็กถูกกระแสสังคมโจมตีอย่างหนัก เรื่องการที่พ่อเด็กหายไป 7 ปี โดยระบุว่า เรื่องดังกล่าวพ่อเด็กยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะตั้งแต่แม่เด็กเสียชีวิต พ่อพยายามขอลูกมาเลี้ยงเองตลอด แต่เป็นทางยายของเด็กเองที่ไม่ยอม เพราะรักหลานสองคนนี้มาก ตนให้เวลาทำใจ 7 ปีแล้ว แต่ยายของเด็กก็มาขอเวลาเพิ่มอีก 7 เดือน บอกให้เด็กเรียนจบ ป.1 ก่อน พอทางพ่อตกลง และตอนนี้ก็ถึงกำหนดครบ 7 เดือน พ่อเด็กก็มารับตัวลูกทั้งสอง แต่กลายเป็นว่ายายเองก็ยังไม่อยากให้เด็กไป ส่วนเด็กก็ร้องไห้ไม่ยอมไปอยู่ด้วย ทั้งนี้อยากให้สังคมเห็นใจด้วย เพราะพ่อก็รักลูกเหมือนกัน

เปิดภาพช็อก แม่อุ้มศพลูกขึ้นรถบัส ทำคนแตกตื่นทั้งคัน อ้างไม่รู้ว่าลูกตายแล้ว


เปิดภาพช็อก แม่อุ้มศพลูกขึ้นรถบัส ทำคนแตกตื่นทั้งคัน อ้างไม่รู้ว่าลูกตายแล้ว หลักฐานพบเด็กถูกทำร้ายอย่างทารุณ สมองบาดเจ็บ-ซี่โครงหัก ชี้เป็นเหยื่อความรุนแรงในบ้าน

วันที่ 20 เมษายน 2560 เว็บไซต์มิเรอร์ ได้เปิดเผยภาพชวนตระหนก เมื่อกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพของแม่รายหนึ่งที่อุ้มร่างไร้วิญญาณของลูกขึ้นรถบัสในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยที่คนรักของเธอยังยกนิ้วให้แทนสัญญาณอวยพรให้โชคดี ก่อนจะเกิดความแตกตื่นขึ้นภายในรถบัสเมื่อผู้โดยสารคนอื่นรับรู้ถึงความผิดปกติของเด็ก

สำหรับเหตุการณ์ในคลิปดังกล่าว เกิดขึ้นตอนเช้าวันที่ 28 กันยายน 2559 เมื่อ โรซาลีน เบเกอร์ วัย 25 ปี ได้อุ้มลูกน้อยขึ้นรถบัสสาย 25 แต่ไม่นานนักเธอก็ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้โดยสารที่นั่งอยู่ติดกัน ชี้ให้เห็นว่าลูกสาววัย 1 ขวบ 4 เดือน ไม่หายใจแล้ว ทำให้คนบนรถต่างแตกตื่นและพยายามหาทางช่วยเหลือเด็ก ซึ่งตรงข้ามกับตัวแม่เด็กที่กลับดูนิ่งสงบ และยังคงใช้มือถือส่งข้อความหาญาติอย่างใจเย็น
ด้าน แอนโธนี่ สเตดแมน เจ้าหน้าที่พยาบาลซึ่งถูกเรียกไปยังที่เกิดเหตุ ชี้ว่า ตลอดชีวิตการทำงานเขาไม่เคยเห็นพ่อแม่คนใดมีปฏิกิริยาต่อลูกที่ตายแล้ว หรือใกล้ตาย เหมือนที่โรซาลีนแสดงออกเลย เธอไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ราวไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาคิดว่าเธอดูใจเย็นมาก และในช่วงเวลากว่า 40 นาทีที่แพทย์พยายามยื้อชีวิตเด็กน้อยสุดกำลัง เธอก็เอาแต่ก้มหน้าส่งข้อความผ่านมือถือ ไม่เคยถามว่าลูกเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างไรก็ตามการตายของเด็กน้อยดูผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด โดยมีร่องรอยบาดเจ็บที่กะโหลกศีรษะและสมอง แขนถูกดึงและบิด ข้อมือหัก แถมยังซี่โครงหักเป็นท่อน ๆ ทำให้แพทย์เชื่อว่าเด็กน่าจะเป็นเหยื่อของความรุนแรง ผู้เชี่ยวชาญยังลงความเห็นว่าเด็กน่าจะเสียชีวิตมาแล้วหลายชั่วโมงก่อนมาถึงโรงพยาบาล หลังจากนั้นไม่นาน โรซาลีน กับ เจฟฟรีย์ วิลท์แชร์ วัย 52 ปี ก็ถูกตำรวจจับกุม

ภายหลังถูกจับกุม ทั้งคู่ยังคงปฏิเสธไม่มีส่วนรู้เห็นในการตายของลูก ขณะที่โรซาลีนโทษว่าคนรักของเธอคือคนที่ใช้ความรุนแรงกับเด็ก ชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมาเธอถูกเขาทำร้ายร่างกายและข่มขู่หลายครั้ง แม้แต่ตอนที่เธอท้องก็ยังถูกทำร้ายจนคลอดลูกก่อนกำหนด จากนั้นคนรักของเธอก็ไม่เคยโผล่มาดูลูกที่โรงพยาบาลเลย

โรซาลีน อ้างว่าเธอมักจะเห็นลูกร้องไห้หลังจากที่เธอกลับมาจากไปซื้อของนอกบ้าน โดยทิ้งให้เขาอยู่กับพ่อในห้องเช่าเล็ก ๆ ตามลำพัง ในวันที่เกิดเหตุเธอก็ไม่ได้สังเกตความผิดปกติใด ๆ ของลูก ยกเว้นรอยแถวตา

อย่างไรก็ตามต่อมาเธอกลับอ้างว่า ในเช้าวันที่เกิดเหตุเธอพบว่าหน้ากับมือของลูกเย็นจัด เธอสงสัยว่าเจฟฟรีย์จะทำอะไรลูก แต่เขาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำอะไรเลย แถมยังจับลูกไปเปลี่ยนผ้าอ้อมแล้วนำเด็กมาให้เธอ

ขณะที่เจฟฟรีย์ยังคงยืนกราน ไม่รู้ไม่เห็น ไม่ได้ทำอะไร คิดว่าเด็กเพียงมีปัญหาเรื่องการหายใจเท่านั้น และเขายืนยันว่าไม่เคยใช้ความรุนแรงกับลูก ๆ คนใด ทั้งที่เกิดจากแฟนเก่าทั้งหลายและเด็กคนนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กตายแล้วจนกระทั่งถูกจับ

การพิจารณาคดีในชั้นศาลผ่านมาเนิ่นนาน กระทั่งในเดือนเมษายนนี้ คณะลูกขุนจึงได้ร่วมกันตัดสินคดีของทั้งคู่ โดยผลปรากฏว่าโรซาลีนกับเจฟฟรีย์ไม่มีความผิดในฐานฆาตกรรมลูกน้อย แต่พวกเขาจะมีความผิดในฐานเป็นสาเหตุหรือปล่อยให้ลูกถึงแก่ความตาย ซึ่งผู้พิพากษาจะมีการตัดสินโทษของทั้งคู่ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้

คิม จอง อึน ยิ้มร่าขณะเยือนฟาร์มหมูของกองทัพ ในขณะที่ประชาชนทนหิวโหย

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ตรวจเยี่ยมฟาร์มหมูของกองทัพด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พอใจกับผลผลิตหมูที่อ้วนพีทุกตัว ในขณะที่ประชากรทั่วประเทศอดอยาก แทบจะล้มตายจากความหิวโหย

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2560 เว็บไซต์เดลี่เมล รายงานว่า สำนักข่าวของรัฐบาลเกาหลีเหนือได้เผยแพร่ภาพชุดใหม่ของท่านผู้นำสูงสุด คิม จอง อึน ขณะเดินทางตรวจเยี่ยมฟาร์มหมูของกองทัพที่ตั้งอยู่ในเมืองแทชอน มณฑลพยองอันเหนือ ทางตะวันออกของประเทศ
ในภาพชุดดังกล่าวเผยให้เห็นว่าท่านผู้นำกำลังเดินเยี่ยมชมฟาร์มหมูอย่างตั้งใจ ตั้งแต่บริเวณโรงเลี้ยง โรงเชือด ห้องแช่แข็งที่เก็บหมู ไปจนถึงบริเวณห้องแปรรูปเนื้อหมูเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารหลายนายคอยเดินติดตาม หมูทุกตัวในฟาร์มแห่งนี้อ้วนท้วนสมบูรณ์ดีมาก เป็นการบ่งบอกว่าได้รับการดูแลให้อาหารเป็นอย่างดี ซึ่งมันทำให้นายคิม จอง อึนประทับใจมาก จะเห็นได้ว่าเขายิ้มอย่างยินดีตลอดการเยือนฟาร์มในครั้งนี้

ถึงแม้ว่าฟาร์มหมูแห่งนี้จะมีผลผลิตที่น่าพอใจอย่างมาก แต่มันก็ไม่ได้สะท้อนภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวเกาหลีเหนือ องค์กรสหประชาชาติระบุว่าประชากรจำนวนกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศอยู่ในภาวะอดอยากหิวโหย ยังชีพอยู่ได้ด้วยอาหารน้อยนิดที่ได้แบ่งสรรปันส่วนจากรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ในแต่ละวัน อาหารที่ได้คือเมล็ดข้าวโพด ข้าวสาร หรือบางครั้งเป็นเนื้อ ซึ่งมีปริมาณเพียงแค่ 650 กรัมเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภาพชุดดังกล่าวถ่ายขึ้นตั้งแต่เมื่อใด

เมล็ดมะขาม เสริมภูมิต้านทาน ยับยั้งเซลล์มะเร็ง

ผลวิจัย ชี้ เมล็ดมะขาม มีประโยชน์มาก ช่วยเสริมภูมิต้านทานต่อสู้กับเชื้อไวรัส และยังยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ด้วย ยืนยัน ไม่มีพิษต่อร่างกาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9 “การนวดไทย มรดกไทยสู่มรดกโลก” ที่อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 6 กันยายน รศ.พร้อมจิต ศรลัมภ์ อาจารย์ประจำสำนักงานข้อมูลสุมนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหดิล ได้แถลงข่าว “รวมพลคนต้านมะเร็งจากสหวิชาชีพ” เกี่ยวกับผลวิจัยเรื่องเมล็ดมะขาม ที่พบว่า มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ที่สำคัญยังสามารถยับยั้งการเกิดเซลล์เนื้องอกมะเร็งได้

โดย รศ.พร้อมจิต กล่าวว่า ในงานวิจัยของต่างประเทศหลายชิ้นที่ได้วิจัยเกี่ยวกับเมล็ดมะขาม พบว่า ในเนื้อเมล็ดมะขามมีไขมันและโพลีแซคคาไลด์ ซึ่งโพลีแซคคาไลด์นี้มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยมันจะไปกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายสูงขึ้น เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะเชื้อไวรัส
นอกจากนี้ สารโพลีแซคคาไลด์ ยังเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ไม่ก่อให้เกิดโรคเบาหวานเหมือนน้ำตาลโมเลกุลคู่อย่างกลูโคส โดยจากการทดลองพบว่า เมล็ดมะขามสามารถรักษาภาวะเบาหวานของหนูทดลองได้ ส่วนเปลือกเมล็ดมะขามที่มีสีน้ำตาล มีสารแทนนินที่ไม่ละลายน้ำเป็นส่วนประกอบถึงร้อยละ 35 สามารถนำมาพัฒนาเป็นยารักษาโรคได้

ส่วนเรื่องความเป็นพิษต่อร่างกายนั้น รศ.พร้อมจิต เปิดเผยว่า ในงานวิจัยของต่างประเทศเคยทดสอบ เพื่อหาว่าเมล็ดมะขามมีพิษต่อร่างกายหรือไม่ ซึ่งได้ทดสอบทั้งพิษแบบเฉียบพลัน และพิษระยะยาว 3-4 เดือน แต่ก็ไม่พบว่าเมล็ดมะขามทำให้เกิดพิษในร่างกาย ดังนั้น จึงสามารถทานเมล็ดมะขามได้เหมือนอาหารอย่างหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล ยังย้ำว่า ควรทานอาหารอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายด้วย ไม่ใช่ทานเมล็ดมะขามเพื่อป้องกันมะเร็งเพียงอย่างเดียว

แพทย์ เผย ยาเบญจอำมฤตย์ ช่วยผู้ป่วยมะเร็งตับอาการดีขึ้น


ยาเบญจอำมฤตย์ ให้ผลดีผู้ป่วยมะเร็ง (ไทยโพสต์)
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการสโมสรสุขภาพ โพสต์โดย คุณ Up2smileTVHD2 สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

อธิบดีกรมแพทย์แผนไทยฯ เผยผลทดสอบยาตำรับเบญจอำมฤตย์ในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายได้ผลดี ทำราคาสมุนไพรในตำรับดีดตัวสูงเท่าตัว วอนพ่อค้าคนกลางอย่าฉวยโอกาสขึ้นราคา

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาตำรับยาสมุนไพรต้านมะเร็งตับว่า หลังจากเปิดตัวตำรับเบญจอำมฤตย์ โดยทดลองให้บริการกับผู้ป่วยโรคมะเร็งตับระยะสุดท้ายที่โรงพยาบาลการแพทย์ผสมผสานที่ยศเส จำนวน 50 คน เป็นผู้ชาย 35 คน ผู้หญิง 15 คน เพื่อติดตามผลการใช้ยาตำรับดังกล่าว พบว่า ตลอดระยะเวลา 20 วัน ผู้ป่วยมีการการดีขึ้น

โดยผู้ป่วยมีอาการตาเหลือง ตัวเหลืองลดลง เวียนศีรษะลดลง คลื่นไส้อาเจียนลดลงเมื่อทานมาก อาเจียน เจ็บชายโครงขวาลดลง ท้องอืดหลังทานอาหารดีขึ้น นอนหลับพักผ่อนนานขึ้น ท้องบวมลดลง เรอ ผายลมได้ หายใจไม่ทั่วท้องดีขึ้น ส่วนอาการปวดหลัง ก้นกบ เมื่อยตามกระดูกก็ลดลง การขับถ่ายอุจจาระดีขึ้น แต่อาการท้องบวม อ่อนเพลีย ขาทั้งสองข้างบวมและชายังคงเดิม อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลยังต้องการอาสาสมัครที่เป็นมะเร็งตับระยะสุดท้ายอีก 150 คน เข้าโครงการติดตามผลจากการใช้ยา

ทั้งนี้ การกินยาตำรับเบญจอำมฤตย์นั้น หมอแพทย์แผนไทยจะจ่ายยาสมุนไพรเสริมตำรับตามอาการร่วมที่พบด้วย มิได้รักษาเฉพาะตำรับอย่างเดียว เช่น หากมีอาการวิงเวียนจะจ่ายยาขิง หรือยาหอมตามคัมภีร์ธาตุบรรจบ หากมีอาการบวมจะจ่ายยากลุ่มปรับสมดุลและขับปัสสาวะ หากมีอาการเพลียให้หยุดยา แต่ยังคงติดตามประสิทธิผลและความปลอดภัยในการใช้ยาเบญจอำมฤตย์ต่อเนื่องต่อไป

อนุโมทนาบุญ ! หมอใจประเสริฐ เปิดคลินิกรักษาคนจน คิดค่าบริการแค่ 2 บาท


ยกย่องหัวใจอาจารย์หมอใจบุญ เปิดคลินิกรักษาคนไข้ยากไร้ คิดค่าบริการแค่ 2 บาท ตรวจคนไข้เฉพาะวันอาทิตย์ พร้อมเผยที่มาของไอเดียนี้ ที่ฟังแล้วต้องชื่นชมคนเป็นพ่อแม่เลยทีเดียว

กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดี ๆ ที่ชาวโซเชียลต่างกดไลค์และกดแชร์อย่างมากมาย เกี่ยวกับอาจารย์หมอท่านหนึ่งที่ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก Birdy Paitoon ระบุว่า “ม่าม๊าเคยฝันไว้ว่า เมื่อลูกเป็นหมอแล้ว ก็อยากจะมีโอกาสได้ช่วยเหลือคนละแวกบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นต่างด้าว โดยไม่คิดค่าบริการใด ๆ เพื่อทำบุญและช่วยเหลือคน โดยม่าม๊าคิดว่าเรามีพอที่จะใช้จ่ายแบบไม่เดือดร้อนแล้ว ถึงเวลาที่ต้องแบ่งปันให้คนอื่นบ้าง ฟองบุญ คลินิก คิดค่าบริการ 2 บาท”
เกี่ยวกับเรื่องนี้ (24 เมษายน 2560) เดลินิวส์ออนไลน์ ได้รับการเปิดเผยจาก อ.นพ.ไพฑูรย์ เบ็ญจพรเลิศ หรือหมอเบิร์ด แพทย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวให้ฟังว่า ฟองบุญคลินิก สุขสวัสดิ์ 2 ย่านพระราม 2 เกิดขึ้นจากการสานฝันของพ่อกับแม่ตนเอง โดยเปิดคลินิกที่บ้านเพื่อตรวจรักษาโรคทั่วไป เฉพาะวันอาทิตย์ที่ 2 และ 4 ของเดือน เนื่องจากวันจันทร์-เสาร์ มีภารกิจสอนและรักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี
สำหรับคลินิกแห่งนี้ ตนได้จดทะเบียนเปิดตรวจรักษาคนไข้ตามปณิธานที่ตั้งไว้ คือ “ตรวจรักษาฟรี” แต่เกรงว่าจะไปทับไลน์โครงการของภาครัฐ อีกทั้งการขอใบอนุญาตประกอบกิจการจะต้องส่งรายได้ประจำปี เพื่อเสียภาษีตามกฎหมาย จึงคิดว่าตั้งไว้ 2 บาท แต่ให้หยอดกล่องเอง จะให้หรือไม่ให้ก็ได้ นอกจากนี้ยังมีน้องผู้ช่วยพยาบาลอีก 1 คน ที่มาช่วยจัดยาให้ และจัดตารางการออกตรวจให้คนไข้ละแวกบ้านได้ทราบในช่วงแรก ซึ่งคลินิกดังกล่าวเริ่มทดลองเปิดตรวจคนไข้มา 3 ครั้งแล้ว และในอนาคตจะค่อย ๆ ขยายเวลามากขึ้น และชวนคนที่มีจิตอาสามาช่วยกันอีกแรงด้วย

หมอเบิร์ด บอกด้วยว่า พ่อแม่ของตนสอนว่า เมื่อมีก็ต้องรู้จักแบ่งปัน ซึ่งหมออยากทำแบบเงียบ ๆ ทำไปเรื่อย ๆ ไม่คิดจะปิด ทำจนกว่าหมอจะแก่ไม่มีแรงทำ ส่วนเรื่องเงินทอง จริง ๆ หมอไม่ได้เรียกเก็บ อย่างที่บอกว่าอยากจะทำฟรี แต่ติดป้ายว่า 2 บาท เพราะปฏิบัติตามกฎหมาย เวลาคนไข้ถามจ่ายเท่าไหร่ จะบอกตามแต่ศรัทธา

เปิดปากมือฆ่า เจ๊สั้น ตลาดไท สารภาพสิ้นแค้นใจถูกด่าทอ – ไล่ออกงาน !!


คุมตัวทำแผนหนุ่มเขมรฆ่าโหด เจ๊สั้น แม่ค้าผักตลาดไท สารภาพโกรธแค้นที่ถูกด่า – ไล่ออกจากงาน เผยผู้ตายมาเห็นตอนกำลังรื้อค้นทรัพย์สิน จึงลงมือปิดปาก !!

วันที่ 24 เมษายน 2560 พล.ต.ต. ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง ได้นำตัว นายที ชาวกัมพูชา ผู้ต้องหาฆ่าโหด นางธนพรพรรณ แสงประสิทธิ์ หรือ เจ๊สั้น เจ้าของแผงขายส่งผักรายใหญ่ตลาดไท พร้อมของกลางเป็นเงินสด 6,385 บาท พระเครื่อง 6 องค์ และอาวุธปืนขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก โดยเจ้าตัวรับสารภาพทั้งหมดว่าเป็นคนลงมือก่อเหตุ เนื่องจากมีความโกรธแค้นที่ผู้ตายด่าทอและไล่ออกจากงาน จึงได้แอบปีนเข้าไปในบ้านของผู้ตายเพื่อจะรื้อค้นเอาทรัพย์สิน แต่ผู้ตายกลับมาพบพอดี จึงใช้มีดที่เตรียมมาแทงจนเสียชีวิตก่อนหลบหนีไปดังกล่าว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาเดินทางไปยังบ้านพักจุดเกิดเหตุในหมู่บ้านพระปิ่น 7 ในพื้นที่หมู่ 9 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ท่ามกลางเสียงตะโกนสาปแช่งจากชาวบ้านที่เดินทางมารอดูการทำแผนจำนวนมาก

โดย นายที ได้มีการนั่งคุกเข่าไหว้ขอขมาผู้เสียชีวิตที่บริเวณหน้าบ้าน โดยมีลูกสาวและลูกชายของผู้เสียชีวิตเดินทางมารอดูหน้าผู้ต้องหา พร้อมตะโกนถามว่า “ทำแม่กูทำไม แม่กูอุตส่าห์ให้ข้าวให้น้ำกิน” ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

บูบู้ เปิดใจเรื่องอดีตกลับไปแก้ไขไม่ได้ ยันไม่เคยทิ้งลูกส่งเสียมานานแล้ว

ภรรยาเก่าบูบู้ เปิดใจเลิกรากันนานมากแล้ว ตอนนั้นยังเด็กทั้งคู่ คาดลูกคงน้อยใจจึงติดต่อไป ด้าน บูบู้ รับเรื่องอดีตกลับไปแก้ไขไม่ได้ ยันไม่เคยทิ้งลูก รับผิดชอบมานานแล้ว ชี้ไม่ได้บล็อกเฟซลูกเพื่อหนี

จากกรณีที่มีเด็กหนุ่ม อายุ 17 ปี ร้องเรียนผ่านเพจแหม่มโพธิ์ดำ ว่า เป็นลูกชายของสามีตลกดัง โดยที่ผ่านมาสามีตลกดังส่งเสียค่าเลี้ยงดูเพียงเดือนละ 3,000 บาท และเมื่อทักแชทเฟซบุ๊กไปกลับถูกบล็อกใส่ ขณะที่หลายคนพุ่งเป้าไปที่ บูบู้ กำธร สามีของตลกสาวตุ๊กกี้ ชิงร้อยชิงล้าน และหลังจากเรื่องราวกลายเป็นที่วิจารณ์หนาหู ทางหนุ่มบูบู้ ก็ยังไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวแต่อย่างใดนั้น

ล่าสุดวันที่ 10 เมษายน 2560 รายการบรรจง ชงข่าว ทางช่องเวิร์คพอยท์ นางชนิษฐา อดีตภรรยาของบูบู้ ได้ออกมาชี้แจงว่า ตอนที่คบหากับบูบู้ ตนก็มีอายุได้เพียง 17 ปี และบูบู้เอง ก็อายุ 20 ปี การที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวนั้น ตนไม่ได้มีเจตนาที่จะทำลายครอบครัวของอดีตสามี เพราะได้เลิกรากันมานานหลายปีแล้วและไม่อยากให้สื่อโจมตีบูบู้ หรือตุ๊กกี้ เพราะต่างฝ่ายก็ต่างมีครอบครัวใหม่ ที่ผ่านมาก็ได้เก็บเรื่องราวนี้เป็นความลับมาโดยตลอด

นางชนิษฐา ระบุอีกว่า ตอนอายุ 17 ปี ตนได้อยู่กินกับบูบู้ที่บ้านหลังหนึ่งในกรุงเทพฯ กระทั่งคลอดลูกได้ 3 เดือน ก็เลิกรากันไป เพราะยังเด็กทั้งคู่ กระทั่งลูกชายอายุ 2 ขวบ ตนก็มีครอบครัวใหม่ และย้ายครอบครัวไปอยู่ที่ จ.ชุมพร กระทั่งตอนที่ลูกชายไปทำบัตรประชาชน ความลับที่ตนปิดมาตลอด 13 ปี ก็เปิดเผย เมื่อลูกชายรู้ความจริงว่าพ่อที่อยู่ด้วยกันไม่ใช่พ่อแท้ ๆ และทราบว่าพ่อแท้ ๆ คือ บูบู้ ส่วนใหญ่ก็เจอบูบู้บ้าง แต่เป็นการติดต่อผ่านทางเลขาฯ เพื่อขอให้ช่วยเซ็นเอกสารเรื่องการเรียนของลูกชาย ซึ่งทางบูบู้ก็เซ็นให้ พร้อมช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้ลูกเดือนละ 3,000 บาท ติดต่อกันมา 4 ปี กระทั่ง 3-4 เดือนหลังก็ติดต่อไม่ได้ คาดว่าลูกชายอาจอยากเจอหน้าพ่อ และน้อยใจจนไปโพสต์ในเพจ จนกลายเป็นเรื่องดังกล่าว
ด้าน บูบู้ กำธร ได้เปิดเผยว่า ตนรับผิดชอบลูกมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้พูด ลูกชายก็คือลูกชายตนจริง ๆ เป็นเรื่องของอดีตที่ตนไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ ตนเต็มใจที่จะรับผิดชอบเด็กคนนี้อยู่แล้ว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 ตนก็เพิ่งโอนค่าเลี้ยงดูไป

บูบู้ ระบุอีกว่า ตนได้ตกลงเรื่องการส่งเสียกับแม่ของเด็กไปเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ตนไม่รู้ว่าเขามีครอบครัวใหม่ไปแล้ว เมื่อเด็กบอกว่าเป็นลูกตน ตนก็ให้คนไปติดต่อ และได้ข้อตกลงว่า ใน 1 เดือน ตนต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูเดือนละ 3,000 บาท และมีค่าเทอมส่วนหนึ่ง ออกคนละครึ่งกับแม่ของเด็ก และค่าพยาบาลกรณีที่เด็กป่วย ไม่สบาย ตนก็รับผิดชอบกับแม่ของเด็กคนละครึ่งอยู่แล้ว ตนรับผิดชอบไม่เคยขาด
ส่วนกรณีการบล็อกเฟซบุ๊กนั้น บูบู้ เผยว่า การที่ตนบล็อกเฟซบุ๊ก เพราะมีคนอินบ็อกซ์มาเยอะมาก ทั้งคนรู้จักและไม่รู้จัก และตนซีเรียสมากที่จะคุยกับใครในแชท เพราะตนค่อนข้างที่จะไม่สะดวก การบล็อก ตนไม่ได้บล็อกเฉพาะน้อง และไม่ได้บล็อกเพราะจะหนี ตนบล็อกทุกคน ใครอยู่ในเฟซบุ๊กตนจะรู้ว่าตนไม่ชอบคุยในแชทอยู่แล้ว

บูบู้ เผยด้วยว่า ตุ๊กกี้ รู้เรื่องนี้ดี และบอกให้ไปทำให้ถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องผิดพลาดในอดีตเราต้องยอมรับให้ได้และรับผิดชอบในส่วนของเรา ตุ๊กกี้ให้กำลังใจทั้งสองฝ่าย ให้ผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกันให้ได้ ตนให้ตุ๊กกี้รับรู้ทุกเรื่องในชีวิตตน

กรมวิทย์ฯ เตรียมวิจัย ทุเรียนเทศ พิชิตมะเร็งร้าย…ได้จริงหรือ?


กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตรียมวิจัยสมุนไพร “ทุเรียนเทศ” ไขข้อข้องใจพิชิตมะเร็งร้าย…ได้จริงหรือ? (กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์)

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เตรียมศึกษาวิจัยสมุนไพรทุเรียนเทศ หลังมีกระแสในโลกสังคมออนไลน์ว่าใบทุเรียนเทศสามารถรักษาโรคมะเร็งได้

นายแพทย์อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีประชาชนสอบถามข้อมูลเรื่องสมุนไพร ทุเรียนเทศ เข้ามาที่สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กันอย่างต่อเนื่อง หลังจากมีการเผยแพร่สรรพคุณของใบทุเรียนเทศว่าสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ดีกว่ายาเคมีบำบัดทางโลกออนไลน์ และมีผลิตภัณฑ์จากใบทุเรียนเทศวางจำหน่ายรูปแบบต่าง ๆ เช่น แคปซูล ชาชง รวมถึงมีการแนะนำให้ใช้ชาชงใบทุเรียนเทศร่วมกับการรักษาด้วยเคมีบำบัดนั้น

ขณะนี้สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตรียมรวบรวมใบทุเรียนเทศมาศึกษาความเป็นพิษเบื้องต้นทางห้องปฏิบัติการ หลังมีรายงานวิจัยของต่างประเทศพบว่า พืชชนิดนี้มีสารที่มีพิษต่อเซลล์ประสาท และหากบริโภคในปริมาณมากจะมีผลต่อการทำงานของไต

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวต่ออีกว่า ทุเรียนเทศ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นสูงประมาณ 5-6 เมตร อยู่ในวงศ์เดียวกับน้อยหน่า ถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาเขตร้อน ต่อมามีการนำมาปลูกแพร่หลายในประเทศเขตร้อน ในต่างประเทศมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป สเปนเรียก graviola ประเทศไทยทางภาคใต้ เรียก ทุเรียนน้ำ ภาคกลางเรียก ทุเรียนแขก

ทุเรียนเทศมีผลสีเขียวรูปกลมรี มีหนามนิ่มที่เปลือก รสเปรี้ยวอมหวานเล็กน้อย คนไทยนำทุเรียนเทศมาประกอบอาหาร ภาคใต้นิยมนำผลอ่อนใช้ทำแกงส้ม เชื่อม และคั้นทำเครื่องดื่ม ส่วนเมล็ดใช้เบื่อปลาและเป็นยาฆ่าแมลงได้ ส่วนใบมีสรรพคุณทางยาใช้รักษาโรคผิวหนัง แก้ไอ ปวดตามข้อและความดันโลหิตสูง

ทั้งนี้จากรายงานการวิจัยของต่างประเทศพบว่า สารสกัดจากใบทุเรียนเทศมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเต้านม ปอด ตับ ตับอ่อนและผิวหนังในหลอดทดลอง จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดมีฤทธิ์ระงับปวด ต้านการอักเสบ ลดน้ำตาลและไขมันในเลือดของหนูที่เป็นเบาหวานได้ และมีรายงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า สารสกัดด้วยเอทานอลของใบทุเรียนเทศมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของก้อนเนื้องอกผิวหนัง

นอกจากนี้สารสกัดยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของมะเร็งตับอ่อนและยังสามารถลดการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่นได้ด้วย เช่น ตับ ต่อมน้ำเหลือง และรังไข่ ซึ่งจากการแยกสารสำคัญที่มีอยู่ในทุเรียนเทศที่มีผลต่อเซลล์มะเร็งพบว่า คือ สารกลุ่ม annonaceousacetogenins

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าพืชสมุนไพรทุเรียนเทศสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นยารักษามะเร็งหรืออาจใช้ร่วมกับเคมีบำบัดในอนาคต แต่ก็มีข้อมูลการวิจัยพบว่า สารแอนโนนาซินที่มีอยู่ในพืชชนิดนี้มีพิษต่อเซลล์ประสาท

นอกจากนี้ในรายงานการวิจัยของประเทศกานา ยังพบว่า หนูทดลองที่ได้รับสารสกัดใบทุเรียนเทศในปริมาณสูงมีผลต่อการทำงานของไต ดังนั้นการนำสมุนไพรทุเรียนเทศมาใช้บำบัดโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยยังต้องผ่านกระบวนการศึกษาวิจัยต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น การศึกษาด้านกลไกออกฤทธิ์ต่อเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง การส่งสัญญาณภายในเซลล์ การแยกสารสำคัญออกฤทธิ์ชนิดต่าง ๆ การควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน รวมถึงการศึกษาด้านพิษวิทยาและความปลอดภัย ซึ่งสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จะรวบรวมวัตถุดิบใบทุเรียนเทศในประเทศไทยมาศึกษาความเป็นพิษเบื้องต้นในห้องปฏิบัติการ เพื่อเป็นข้อมูลคุ้มครองผู้บริโภค และวางแผนศึกษาวิจัยเพื่อหาทางนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป

เพจดังแฉ หนังสือหมอ แนะวิธีรักษาผิด ๆ อวยให้ใช้สมุนไพรของตัวเอง


เพจดังแฉ หนังสือหมอติดอันดับขายดี เนื้อหาบิดเบือนทางการแพทย์ บอกวิธีรักษาคนผิด ๆ อ้างเป็นกูรูสมุนไพร คนไข้จะหายได้ต้องมาซื้อสมุนไพรราคาแพงของตนเอง

เป็นกระแสดราม่าในโลกออนไลน์ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2560 เพจดังอย่าง แหม่มโพธิ์ดำ ออกมาโพสต์แฉถึงหนังสือหมอขายดี ที่มีลักษณะข้อความชวนเชื่อไม่ตรงกับหลักทางการแพทย์ ซึ่งในตอนนี้หนังสือเล่มนี้ได้ขึ้นแท่นหนังสือขายดีของหลาย ๆ ร้าน โดยเพจดัง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เตือนภัยหนังสือหมอติดอันดับขายดี ผู้เขียนเป็นหมอที่จบแพทยศาสตรบัณฑิต แต่ไม่ได้จบเฉพาะทาง และอ้างว่าตนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร ซึ่งในเนื้อหาหนังสือดังกล่าวไม่ถูกหลักทางการแพทย์หลายอย่าง เช่น ห้ามคนป่วยมะเร็งใช้คีโม ผู้ป่วยเบาหวานไม่ต้องกินยาความดัน ยาละลายลิ่มเลือด และเลิกใช้อินซูลิน ให้หันมาซื้อสมุนไพรที่มีราคาแพงที่ตนเองเป็นคนขายดีกว่า เพราะถ้ากินสมุนไพรราคาถูกจะรักษาไม่หาย
นอกจากนี้ เพจดังยังระบุอีกว่าเนื้อหาเหล่านี้เป็นการบิดเบือนข้อมูลการแพทย์แผนปัจจุบันแบบซึ่ง ๆ หน้า แถมยังโจมตีแพทย์แผนไทย การใช้สมุนไพรไทย ที่ปกติก็ไม่ได้มีราคาแพง ซึ่งการสอนให้คนไข้ลดยาพวกนี้เองโดยไม่บอกหมอ จะทำให้คนไข้เกิดอาการรุนแรง ความดันสูง เส้นเลือดในสมองแตก น้ำตาลในเลือดสูงจนช็อก ทำให้เสียชีวิตได้
ขณะที่สังคมออนไลน์ต่างเข้ามาผู้วิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก ต่างเล่าประสบการณ์ในการรักษามะเร็ง และส่วนใหญ่ไม่พอใจกับผู้เขียนหนังสือคนดังกล่าว เหมือนเป็นการพาคนไข้ไปลงนรก เพียงแค่ผลประโยชน์ของตนเอง พร้อมเรียกร้องให้แพทยสภาเข้าตรวจสอบนายแพทย์คนดังกล่าวด้วย